กลับไป   PaLungJit.org > พุทธศาสนา > พุทธศาสนา - ธรรมะ
Connect with Facebook

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม ให้คะแนนกระทู้ เรียบเรียงคำตอบ
เก่า 08-05-2012, 10:34 AM   #1
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปฐมสมโพธิกถา ครบทุกปริจเฉท


ปฐมสมโพธิกถา
ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
sponsor links
เก่า 08-05-2012, 10:35 AM   #2
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

คำนำในการจัดพิมพ์
พระ พุทธศาสนาดำรงสถิตสถาพรอยู่บนพื้นบรรณพิภพด้วยบารมีธรรม คำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อันประกอบด้วยพระธรรมและพระวินัย ที่พระบรมศาสดาตรัสเทศนาสั่งสอนบรรดาพุทธสาวกและสัตว์โลกทั้งหลายร่วม ๒,๖๐๐ ปี กาลเวลาผ่านมากว่าครึ่งพุทธกาลตามคติความเชื่อโบราณกาล แต่ในปัจจุบันกาลชาวพุทธที่มีความเคารพและศรัทธาในพรธรรมคำสอนของพระบรม ศาสดามีความเชื่ออันเป็นสัมมาทิฐิว่า พระพุทธศาสนาจักดำรงอยู่ในบรรณพิภพนี้ไปตราบนานเท่านาน ก็ด้วยสามัคคีธรรมในการรักษาพระธรรมคำสอนและพระธรรมวินัยของพระพุทธบริษัท ๔ อันได้แก่ ภิกษุ-ภิกษุณี-อุบาสก-อุบาสิกา ถ้าเหล่าพุทธบริษัททั้งหลายไม่รักษาพระธรรมและพระวินัยแล้ว... พุทธศาสนาก็จักเสื่อมสลายไปในที่สุด
การ รักษาพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา ให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นประทีปแห่งโลกนั้น พุทธบริษัททั้งหลายต้องดำเนินการในสิ่งเหล่านี้ ๔ ประการ คือ
๑.การศึกษาพระธรรมและพระวินัยให้ถูกต้องและถูกธรรม
๒.การปฏิบัติตามพระธรรมและพระวินัยให้เคร่งครัด
๓.การเผยแพร่พระธรรมและพระวินัยในพระพุทธศาสนาให้แพร่หลาย
๔.การอุปถัมภ์พระธรรมและพระวินัยให้มั่นคง... และงดงาม
นับ แต่โบราณกาลมา บรรพบุรุษของเราได้บำรุงและรักษาพระพุทธศาสนา ด้วยการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยครบทั้ง ๔ ประการ พระพุทธศาสนาจึงดำรงสถิตย์สถาพรอยู่ได้และเป็นที่พึ่งแก่เหล่าพุทธศาสนิกชน ตราบจนทุกวันนี้ พวกเราพุทธบริษัทในยุคปัจจุบันจักต้องดำรงไว้ซึ่งคำสอนและเผยแพร่พระธรรมอัน บริสุทธิ์ขององค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เจริญแพร่หลายและยั่งยืนนาน
ธรรมสภา และสถาบันบันลือธรรม เป็นองค์กรเอกชนพุทธ องค์กรหนึ่ง ดำเนินการเผยแพร่พระพุทธศาสนามาตลอดระยะเวลา ๖๐ ปี โดยสืบทอดแต่บรรพบุรุษคือ ท่านเจ้าคุณพระสุธรรมเมธี ป.ธ.๘ (นาย บันลือ สุขธรรม) อดีตพระราชาคณะ เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ให้กำเนิดธรรมสภา สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนาง เจ้ารำไพพรรณี สมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่ ๗ เสด็จเป็นประธานตัดลูกนิมิตเอกในวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๒
นับ จากที่ได้ก่อสร้างธรรมสภาเป็นต้นมา ท่านผู้ให้กำเนิดธรรมสภาและทายาทพร้อมทั้งกัลยาณมิตรได้ร่วมมือกันเผยแพร่ ธรรมะแก่พุทธศาสนิกชนนับได้ ๖๐ ปี โดยได้รับความเมตตาจากพระเถระทั้งแผ่นดิน นับตั้งแต่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ หลวงพ่อจรัล ฐิตธมฺโม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) และพระเถระทั่วแผ่นดิน ให้เผยแพร่ผลงานและคำสอนของท่านแก่พุทธศาสนิกชน
ใน วาระมหามงคลสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเจริญพระชน มายุ ๘๔ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๔ ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ได้จัดพิมพ์หนังสือปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พระพรรษา เพื่อถวายพระพร เฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านและเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาตามหน้าที่ของพุทธ บริษัทให้เจริญและสถิตย์สถาพรตลอดไป
ธรรมสภา และสถาบันบันลือธรรม ได้จัดพิมพ์หนังสือปฐมสมโพธิกถา จากต้นฉบับของกรมศิลปากรที่กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ จัดพิมพ์โดยใช้ฉบับสอบทานชำระที่กรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิมพ์ในปี ๒๕๐๕
ซึ่ง ได้มีการมอบหมายให้ท่านผู้เชี่ยวชาญสอบทานชำระกับต้นฉบับภาษาบาลี อันเข้าใจว่าเป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ประกอบด้วย
พระมหานิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.๙ วัดราชบูรณะ
พระมหาวีระ ภทฺทจารี ป.ธ.๙ วัดเทพธิดาราม
พระมหาธัญนพ โชติปาโล ป.ธ.๙ วัดภาวนาภิรตาราม
นาวาอากาศเอกแย้ม ประพัฒน์ทอง ป.ธ.๙ อนุศาสนาจารย์ กองทัพอากาศ
โดย ทางกรมศิลปากรได้มอบหมายให้ นายชนินทร์ สุขเกษี นักภาษาโบราณ ๗ และนายประสิทธิ์ แสงทับ นักภาษาโบราณ ๖ กลุ่มงานวรรณกรรม กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เป็นผู้สอบทานและทำเชิงอรรถเพิ่มเติม เพื่อความสมบูรณ์ถูกต้อง ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษาและประชาชนทั่วไปจนไม่เพียงพอแก่การเผยแพร่ จึงดำริให้มีการพิมพ์ใหม่อีกวาระหนึ่ง จะเป็นประโยชน์ทั้งในการรักษาสมบัติวรรณคดีที่มีความเป็นเลิศในทางกวีโวหาร และยังให้ความรู้ในส่วนของเนื้อหาสาระอันเป็นพระพุทธประวัติด้วย
ธรรมสภา และสถาบันบันลือธรรมได้ทำหนังสือขออนุญาตจากกรมศิลปากร ขอใช้ต้นฉบับที่จัดพิมพ์ครั้งล่าสุดในปี ๒๕๓๙ โดยธรรมสภาได้จัดทำต้นฉบับเนื้อเรื่องย่อแต่ละบทให้เข้าใจง่ายขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะที่มีศัพท์มากเช่นหนังสือปฐมสมโพธิกถา เล่มนี้ และได้จับประเด็นหัวข้อเรื่องคั่นเนื้อหาให้น่าอ่านยิ่งขึ้น โดยธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรมได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์ปัญญา ใช้บางยางและคณะ เขียนเนื้อเรื่องย่อ-จับประเด็นเนื้อเรื่อง และคัดเลือกคำศัพท์แล้วแปลไว้ท้ายเล่ม พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกต เพื่อการศึกษาและค้นคว้าของพุทธศาสนิกชนต่อไป ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรมขอกราบของพระคุณท่านอาจารย์ปัญญา ใช้บางยางและคณะเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
ส่วน สำคัญอย่างยิ่งที่ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรมมีความปรารถนาให้หนังสือปฐม สมโพธิกถาเล่มนี้เป็นหนังสือที่สมบูรณ์ทั้งเนื้อหายในและรูปลักษณ์ภายนอกคือ ...ภาพจิตรกรรมอันวิจิตรที่ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรมชื่นชมว่าสวยงามที่ สุดในยุคนี้
ภาพ จิตรกรรมทั้งหมดที่ปรากฏบนหนังสือปฐมสมโพธิกถาเล่มนี้ ได้รับการบรรจงสร้างสรรค์ด้วยความวิจิตรปราณีตด้วยจิตอันบริสุทธิ์ของศิลปิน เพื่อจารึกไว้ในบรรณพิภพและสนองพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบรมศาสดาให้เจริญ แพร่หลายในบรรณพิภพ ด้วยการสร้างสรรค์วิจิตรกรรมของจิตรกรผู้มีพระคุณชื่อ...อาจารย์ กฤษณะ สุริยกานต์
จิตรกร ท่านนี้มีเจตนาอันเป็นกุศล มีจิตอันบริสุทธิ์ สร้างสรรค์งานชุดนี้ เพื่อบูชาพระบารมีแห่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมอบสิทธิ์ในการจัดพิมพ์ภาพที่สวยงามที่สุดชุดนี้ให้แก่ธรรมสภาและสถาบัน บันลือธรรมเพื่อจารึกลงในหนังสือปฐมสมโพธิกถาเล่มนี้โดยเฉพาะ จิตรท่านี้มีพระคุณแก่ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรมเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเรามิได้เคยพบกับท่านเลย เพียงการสนทนาทางโทรศัพท์ ๒-๓ นาที ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ จากนั้นอีกประมาณ ๒ ปี ท่านก็ส่งภาพมาให้ และเขียนมอบสิทธิ์ในการพิมพ์ลงหนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะ โดยไม่ขอรับค่าตอบแทนแต่อย่างใด เหตุและปัจจัยอันบังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราถือว่า ธรรมบันดาลและธรรมจัดสรรให้เกิดขึ้น ต่อมาเราได้ทราบว่าบุญที่เราได้รับในครั้งนี้ ด้วยบุญเมตตาบารมีของพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชวิจิตรปฏิภาณที่ได้แนะนำให้ ท่านอาจารย์กฤษณะ สุริยกานต์สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าให้แก่ธรรมสภาเผยแพร่เพื่อสนองคุณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกเราชาวธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ขอกราบขอบพระคุณพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชวิจิตรปฏิภาณ และท่านอาจารย์กฤษณะ สุริยกานต์เป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
ธรรมสภา และสถาบันบันลือธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือพระนิพนธ์ปฐมสมโพธิกถา ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสเล่มนี้ จักทำให้พระธรรมได้ส่องสว่างกลางใจของเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งผอง
บุญ กุศลอันบังเกิดมีจากการพิมพ์หนังสือปฐมสมโพธิกถาฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ขอถวายพระพรขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรปวงชนชาวไทยตราบกาลปาวสาน

ด้วยความสุจริต หวังดี
ธรรมสภา สถาบันบันลือธรรม ปรารถนาให้โลกได้พบกับความสงบสุข

ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:37 AM   #3
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๑ วิวาหมงคลปริวรรต

ตอนที่ ๑
วิวาหมงคลปริวรรต
พระเจ้าสุทโธทนะอภิเษกสมรสกับพระนางสิริมหามายา


เนื้อความย่อ
พระโพธิสัตว์ของเรา (ต่อมาคือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้) เคยเกิดเป็นพระเจ้ามหาสมมติเทวราชปกครองชมพูทวีป ทรงเป็นต้นพระราชวงศ์ “มหาสมมติหรือสมมติเทวราช” มีเหล่ากษัตริย์จากราชวงศ์นี้ต่อเนื่องมา ๘๔,๐๐๐ พระองค์
ต่อ มา เจ้าในราชวงศ์นี้ได้ตั้งราชวงศ์ใหม่ คือ “โอกกากราชวงศ์” มีกษัตริย์ต่อเนื่อง ๓ พระองค์ โดยพระเจ้าโอกกากราชพระองค์ที่๓ ทรงมีพระโอรสพระธิดากับพระอัครมเหสีพระองค์ใหญ่ รวม ๙ พระองค์ เป็นพระธิดา ๕ พระโอรส ๔
หลัง พระราชมารดาสิ้นพระชนม์ ทั้ง ๙ พระองค์ต้องเสด็จออกจากพระนคร เพราะพระราชบิดาได้ยกราชสมบัติให้แก่พระโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสี พระองค์ใหม่ ซึ่งทั้ง ๙ พระองค์ อำมาตย์ผู้ใหญ่ ๘ คน และหมู่ประชาชนพร้อมด้วยหมู่สัตว์พากันมุ่งหน้าไปทางป่าหิมพานต์ ได้พบกับกบิลพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญการดูพื้นที่ (ท่านว่าพราหมณ์นี้คือพระโพธิสัตว์ของเรา) ท่านแนะให้สร้างเมืองใหม่ตรงบริเวณที่ท่านอาศัยอยู่ในป่าสากะ แลให้ตั้งชื่อเมืองว่ากบิลพัสดุ์
พระ นครใหม่สร้างเสร็จแล้ว กษัตริย์เหล่านั้นยกพี่สาวคนโตให้เป็นดุจพระมารดา ทรงเกรงว่า ชาติตระกูลจะไม่บริสุทธิ์หากอภิเษกสมรสกับคนในราชวงศ์อื่น จึงอภิเษกสมรสกันเอง ๔ คู่ แล้วเจริญด้วยราชบุตรราชธิดาจำนวนมาก กษัตริย์เมืองใหม่นี้ได้ชื่อว่าศักยราชตระกูลหรือศากยวงศ์ สืบทอดราชวงศ์เรื่อยมา ซึ่งพระโพธิสัตว์ของเราในพระชาติหนึ่งก็เคยอุบัติในราชวงศ์นี้ คือสมัยที่ทรงเป็นพระเจ้าเวสสันดรหลังจุติแล้วทรงอุบัติในดุสิตภพ
จน ถึงสมัยพระเจ้าสีหหนุศากยะ ทรงส่งพราหมณ์ ๘ คน ออกเสาะแสวงหาสตรีที่คู่ควรแก่พระราชโอรสสุทโธทนะ ได้พบพระราชกุมารีสิริมหามายาผู้ทรงถึงพร้อมด้วยลักษณะของสตรีตามที่พราหมณ์ ทำนาย ทรงจัดพิธีอภิเษกสมรสให้อย่างยิ่งใหญ่ ณ พระนครเทวทหะ
กลับถึงพระนครกบิลพัสดุ์แล้ว พระเจ้าสีหหนุทรงสละราชสมบัติมอบให้พระราชโอรสสุทโธทนะ เป็นพระเจ้าแผ่นดินครองกรุงกบิลพัสดุ์



ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:38 AM   #4
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๒ ดุสิตปริวรรต
ตอนที่ ๒
ดุสิตปริวรรต
พระโพธิสัตว์รับเชิญจุติจากภพดุสิต

เนื้อความย่อ
ครั้ง สมัยพระพุทธเจ้าทีปังกร พระโพธิสัตว์ของพวกเรานี้ เป็นสุเมธดาบส ทรงมีบารมีญาณพร้อมบรรลุพระอรหัตเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าทีปังกรแล้ว แต่ทรงสละโอกาสนั้นเพื่อจะเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเองในอนาคต และทรงได้รับพุทธพยากรณ์ว่าความปรารถนานั้นจักสำเร็จ เมื่อล่วงไป ๔ อสงไขยแสนมหากัป
จาก นั้นเป็นต้นมา ก็ทรงบำเพ็ญบารมี ๓ ระดับ คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ รวมเรียกว่า สมดึงสบารมี (บารมี ๓๐ ถ้วน) พร้อมด้วยบำเพ็ญมหาบริจาค ๕ คือ การสละทานอย่างใหญ่ ได้แก่ สละทรัพย์ ๑ สละอวัยวะ ๑ สละชีวิต ๑ สละลูก ๑ สละเมีย ๑ (จัดอยู่ในทานบารมีทั้ง ๓ ระดับนั่นแหละ)
ท่าน อ้างตามคัมภีร์ชินมหานิทานว่า พระพุทธเจ้าของพวกเราได้รับพยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ เริ่มแต่พระพุทธเจ้าทีปังกรจนถึงพระพุทธเจ้ากัสสปะ ในระหว่างนั้นทรงเกิดเป็นอัตภาพต่างๆ และได้บำเพ็ญบารมี ๓ ระดับครบบริบูรณ์ในสมัยเป็นพระเจ้าเวสสันดร ทรงจุติจากความเป็นราชาแล้วเกิดในดุสิตเทวโลก รอคอยเวลาตรัสรู้
ก่อนพระ พุทธเจ้าจะมาตรัสรู้หนึ่งแสนปี พวกสุทธาวาสพรหมได้ลงมาบอกหมู่มนุษย์ว่าอีกแสนปีจะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ หากต้องการพบพระองค์ก็อย่าละเมิดศีล ๕ จงบำเพ็ญทานศีล ภาวนา ซึ่งพวกเทพและมนุษย์ตื่นเต้นกันมาก เรียกว่าเกิดพุทธโกลาหล แล้วเทวดาและพรหมก็ประชุมกันเพื่อสืบหาว่าผู้ใดจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็พบว่าสันตุสิตเทวราชในสวรรค์ชั้นดุสิต คือพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงพากันเข้าเฝ้ากราบทูลให้เสด็จจุติไปอุบัติในพระครรภ์พระมารดา
ก่อนจะรับเชิญจุติ พระโพธิสัตว์ได้พิจารณาปัญจมหาวิโลกนะ (การตรวจดูอย่างยิ่งใหญ่ ๕ อย่าง) เช่น ขณะนี้พวกมนุษย์มีอายุเท่าใด? เป็น ต้น เมื่อเห็นว่าทั้ง ๕ อย่างพร้อมแล้ว จึงรับคำอาราธนาของหมู่เทพ และพรหม จุติ (ตาย,เคลื่อน) จากดุสิตเทวโลกปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระสิริมหามายาราชเทวี)



ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:39 AM   #5
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๓ คัพภานิกขมนปริวรรต
ตอนที่ ๓
คัพภานิกขมนปริวรรต
การประสูติของพระโพธิสัตว์
เนื้อความย่อ
ราตรี แห่งวันอาสาฬหปุรณมี พระนางสิริมหามายาเทวีเสด็จลงสู่นิทรารมณ์ ใกล้เวลาเช้ามืด ทรงพระสุบินว่าท้าวมหาราชทั้ง ๔ ยกพระแท่นบรรทมไปวางบนแผ่นหินใหญ่ใต้ต้นรัง (ต้นสาละ) มีเทพธิดาเชิญพระนางเสด็จลงสรงน้ำในสระอโนดาต ให้ทรงผ้าทิพย์ และลูบไล้ด้วยเครื่องหอม แล้วเชิญบรรทมในวิมานทองตั้งอยู่บนภูเขาเงิน ใกล้สระน้ำนั้นมีช้างเชือกหนึ่งใช้งวงจับดอกบัวบุณฑริกสีขาวบานส่งกลิ่นหอม แล้วเปล่งเสียงร้องเข้ามาในวิมานทอง กระทำประทักษิณพระที่บรรทม ๓ รอบ แล้วเป็นเหมือนหายเข้าไปภายในท้องพระเทวี ทันใดนั้นก็ทรงรู้สึกพระองค์ พร้อมกับการตื่นบรรทมนั้น พระโพธิสัตว์ได้เสด็จถือปฏิสนธิ (บังเกิด) ในครรภ์พระเทวีแล้ว ขณะนั้นก็เกิดบุพนิมิต ๓๒ ประการ เช่น เกิดเสียงดังและมีแสงสว่างส่องไปทั่ว อันเป็นนิมิตดีต่อสรรพสัตว์
วัน รุ่งขึ้น พวกพราหมณ์ระดับหัวหน้า ๖๔ คน ได้ทำนายว่าพระราชเทวีทรงตั้งพระครรภ์ ทารกในพระครรภ์จะเป็นมหาบุรุษ ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าออกบรรพชาจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นับ แต่วันนั้นนั้น ปวงเทพก็พากันมาอารักขา พระมารดาทรงปราศจากจากกามราคะ มีศีล ๕ บริสุทธิ์เป็นปกติธรรมดาของผู้เป็นพระพุทธมารดา ทรงได้รับเครื่องราชบรรณาการจากกษัตริย์ทั่วชมพูทวีป และทรงสามารถทอดพระเนตรเห็นพระกุมารในพระอุทรได้ด้วย ครั้นพระครรภ์ ๑๐ เดือนถ้วน พระราชเทวีทรงปรารถนาจะกลับชาติภูมิ คือกรุงเทวทหะ
เวลา เช้าของวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เสด็จขึ้นพระวอทอง มีบริวารแวดล้อมผ่านไปถึงลุมพินีวัน ทรงพบความร่มรื่นงดงามของพรรณไม้และหมู่สัตว์ ทรงแวะเสด็จประพาสชมความงามของป่า
แต่ แล้วก็ได้เกิดลมกรรมชวาตกดดันพระครรภ์ เหล่านางสนมผูกม่านล้อมรอบต้นรัง พระราชเทวีประทับยืนใช้พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งต้นรังให้การประสูติพระ โพธิสัตว์ โดยพระโอรสมีพระบาทออกมาก่อน ไม่เหมือนทารกทั่วไป ที่ศีรษะออกก่อน ท้าวมหาพรหมรับแล้วส่งต่อให้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ และพวกนางนมรับตามลำดับ พระราชกุมารประทับยืนบนพื้นดิน ย่างพระบาทไป ๗ ก้าว หยุดและเปล่งอาสภิวาจาว่า เราประเสริฐที่สุด เป็นต้น
พร้อมๆ กับการประสูติ ก็เกิดบุพนิมิตเหมือนคราวเสด็จปฏิสนธิ และมีสหชาติเกิดพร้อมอีก ๗ สิ่ง กิจที่จะเสด็จไปกรุงเทวทหะมิได้มีอีก






ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:40 AM   #6
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๔ ลักขณปริคคาหกปริวรรต
ตอนที่ ๔
ลักขณปริคคาหกปริวรรต
ลักษณะของผู้เป็นพระมหาบุรุษ ๓๒ ประการ
เนื้อความย่อ
พระ โพธิสัตว์ประสูติแล้ว หมู่เทพยดาในดาวดึงส์ชื่นชมโสมนัสกันทั่วหน้าว่า “บัดนี้พระราชโอรสของพระเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า พวกเราจะได้เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว” ได้ร่วมกันโบกผ้าทิพย์ เล่นมหรสพเป็นเครื่องสักการะทั่วเทวโลก
กาฬ เทวิลดาบสผู้สำเร็จสมาบัติ ๘ และอภิญญา เป็นพระอาจารย์ประจำตระกูลศากยะ พักผ่อนกลางวันอยู่ในดาวดึงส์ ได้ยินคำสาธุการของหมู่เทพแล้วก็ลงจากสวรรค์ เข้าเฝ้าทูลถามพระเจ้าสุทโธทนะว่า พระราชบุตรประสูติแล้วหรือ? แล้วทูลขอชมพระราชกุมารน้อย พระราชาให้นำพระกุมารออกมาและจะให้พระกุมารไหว้พระดาบส
แต่ แล้วก็เกิดเหตุอัศจรรย์ คือ พระบาททั้งคู่ของพระกุมารไปปรากฏอยู่เหนือชฎา ดาบสรู้ว่าไม่ควรจะยังตนให้พินาศ จึงคุกเข่ากระทำอัญชลีที่พระบาทพระราชกุมาร แล้วใช้ญาณคำนึงอนาคตก็พบว่า พระราชกุมารจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน จึงหัวเราะ เมื่อคำนึงต่อก็พบว่าตนเองจะหมดอายุขัยก่อน ไม่มีโอกาสเห็นพระพุทธเจ้า จึงร้องไห้
ถึง กระนั้น พระดาบสก็นึกถึงหลานชายคือนาลกะ บุตรของน้องสาวซึ่งมีโอกาสจะได้พบเห็นพระพุทธเจ้าแทนตน จึงไปบอกข่าวและให้เขาบวชรอข่าวตรัสรู้ หลานชายเชื่อฟังลุงดาบส ปลงผมและหนวด นุงห่มผ้ากาสาวพัสตร์บวชอุทิศท่านผู้เป็นอุดมบุคคลในโลก จากนั้นเข้าไปเจริญสมณธรรมในป่าหิมพานต์ (เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว นาลกะได้ยินข่าวจึงเข้าเฝ้าทูลถามโมไนยปฏิบัติ พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อปฏิบัติของมุนีแล้วเขาสำเร็จพระอรหัต)
ประสูติ ได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะทรงให้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน ผู้จบไตรเพทและเวทางคศาสตร์มา บริโภคมธุปายาส จากนั้นคัดเลือกได้พราหมณ์ ๘ คน ผู้มีคุณวิทยากว่าหมู่พราหมณ์นั้น ให้ดูพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ เพื่อทำนายว่าผู้มีพระลักษณะเช่นนี้จะมีความเป็นไปอย่างไร พราหมณ์ ๘ นั้นดูพระลักษณะครบแล้ว มี ๗ คน ยกนิ้วสองนิ้วทำนายว่า “หากอยู่ครองเรือน จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หากออกบวชจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” มีเพียงโกณฑัญญพราหมณ์ผู้มีปัญญามาก เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์เพียงคนเดียว ยกขึ้นนิ้วเดียวทำนายว่า จะทรงออกบวชแล้วได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน




ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:41 AM   #7
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๕ ราชาภิเษกปริวรรต
ตอนที่ ๕
ราชาภิเษกปริวรรต
พระโพธิสัตว์ได้รับราชาภิเษกเป็นเอกอัครราชาธิราช
เนื้อความย่อ
พระ เจ้าสุทโธทนะทรงสดับคำทำนายของพราหมณ์ ๘ คนแล้ว ทรงต้องการเห็นพระโอรสครอบครองจักรพรรดิสมบัติ ไม่ทรงปรารถนาให้บรรพชา จึงตรัสถามปัจจัยอันเป็นเหตุให้ออกบวช? พวก พราหมณ์ทูลว่าจะออกบวชเพราะเห็นนิมิต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต นับแต่นั้นพระราชบิดาก็ตรัสให้อารักขาห้ามคน ๔ จำพวกนี้เข้าใกล้พระราชกุมารภายใน ๑ คาวุต
วัน นั้นพวกพราหมณ์ยังเห็นอีกว่าพระราชกุมารมีพระรัศมีซ่านออกจากพระกาย จึงถวายพระนามว่า “พระอังคีรัสราชกุมาร” และประเมินว่าพระกุมารหวังประโยชน์ใดประโยชน์นั้นจักสำเร็จ จึงถวายอีกพระนามว่า “พระสิทธัตถราชกุมาร” พราหมณ์ผู้เฒ่า ๗ คนกลับถึงเรือนแล้วเรียกบุตรมาสั่งว่า ถ้าพระราชกุมารบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ขอให้เจ้าออกบวช
พระ โพธิสัตว์ประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็ทิวงคตแล้วเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิต สวรรคตในมัชฌิมวัย ซึ่งเป็นวัยที่เหมาะสมของสตรี และเป็นประเพณีของผู้เป็นพระพุทธมารดา
พระ ราชกุมารทรงมีนางนม ๖๐ คน และสตรีงามฉลาดรู้การงานเด็กอีก ๑๘๐ คน ถวายการดูแลในทุกเรื่องที่ทรงต้องการ ที่สำคัญคือทรงมีพระมหาปชาบดีโคตมี พระกนิษฐาของพระมารดา เป็นพระมารดาเลี้ยงถวายขีรธารา ครั้งหนึ่งเป็นวันแรกนาขวัญ พระราชาทรงนำพระโอรสไปบริเวณงานแล้วให้ประทับเล่นอยู่ใต้ต้นหว้าใหญ่กับ เหล่านางนมและนางพี่เลี้ยง อีกครู่ใหญ่นางนมและพระพี่เลี้ยงก็ปลีกออกไปดูงานราชพิธี เจ้าชายน้อยอาศัยช่วงเวลานั้นกำหนดลมหายใจเข้าออก ทำปฐมฌานให้เกิดขึ้น และเกิดปาฏิหาริย์เงาต้นหว้าไม่คล้อยไปตามตะวันยามบ่าย เงาต้นไม้ยังทอดอยู่ตรง นางนมและพี่เลี้ยงกลับมาเห็นความอัศจรรย์แล้วไปกราบทูล พระราชารีบเสด็จมาทอดพระเนตร และทรงไหว้พระราชบุตรเป็นครั้งที่ ๒
พระราชบิดาทรงเพียรพยายามใส่ใจดูแลเพื่อให้พระโอรสรักและผูกพันกับโลกียสุขให้มากที่สุด ทรงให้ขุดสระโบกขรณี สร้างปราสาท ๓ ฤดู คัด สรรหาสตรีที่คู่ควร จนถูกตั้งคำถามว่าเจ้าชายผู้หมกมุ่นในโลกีย์จะรู้ศิลปะอะไร เมื่อไม่รู้ศิลปะจะคู่ควรกับสตรีงามได้อย่างไร เจ้าชายทรงแสดงศิลปะการยิงธนูลักษณะต่างๆ ให้ชม พวกบิดามารดาจึงยินดียกธิดาให้
พระ ราชบิดาทรงจัดพิธีราชาภิเษกให้เป็นเอกอัครราชาธิราช (กษัตริย์ผู้เลิศเพียงหนึ่งเดียว) มีพระนางพิมพา เป็นพระอัครมเหสีคู่พระทัย เสวยสุขอยู่ในปราสาท ๓ ฤดู พร้อมเหล่าสตรีสี่หมื่น




ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:41 AM   #8
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๖ มหาภินิกขมนปริวรรต
ตอนที่ ๖
มหาภินิกขมนปริวรรต
การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่
เนื้อความย่อ
พระ บรมโพธิสัตว์เสด็จประพาสอุทยานนอกพระนครรวม ๔ วัน แต่ละวันนั้น เทวดาได้เนรมิตเทวทูตวันละหนึ่งอย่างให้ทอดพระเนตร การได้พบเห็นบรรพชิตในวันที่ ๔ ยิ่งเพิ่มความเบื่อหน่ายกามคุณ มีพระทัยน้อมไปในบรรพชาเพศอย่างแรงกล้า
เวลา เย็น ได้เสด็จลงสระน้ำสรงสนานพระวรกายภายในพระราชอุทยาน เป็นการสรงสนานและแต่งพระองค์ครั้งสำคัญ ซึ่งแม้แต่พระอินทร์ก็ยังส่งเทพบุตรผู้เชี่ยวชาญแปลงกายมาถวายงาน
ก่อน เสด็จเข้าสู่ปราสาท พระนางกีสาโคตมีทอดพระเนตรพระรูปโฉมแล้ว ตรัสชื่นชมว่าราชกุมารท่านนี้เป็นบุตรหรือเป็นสามีของใคร มารดาบิดาและภรรยานั้นก็อาจดับความทุกข์ได้ พระโพธิสัตว์ทรงสดับแล้วทรงดำริว่า แล้วจะดับทุกข์ได้อย่างไร? ทรง รู้ประจักษ์ในขณะนั้นว่า จะต้องดับไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ความทุกข์จึงจะอันตรธานสิ้นยิ่งเพิ่มกำลังพระทัยที่จะเสด็จออกบรรพชาใน วันนี้
ราตรี ของวันนั้นตรงกับอาสาฬหบูรณมี ชีวิตภายในปราสาทราชนิเวศน์ยังดุจเดิม คือ ทรงได้รับการบำรุงบำเรอด้วยอาหาร ดนตรี และการขับฟ้อน ต่างแต่ทรงตื่นบรรทมขึ้นมากลางดึกแล้วทอดพระเนตรอากัปกิริยาของเหล่านาง กำนัลด้วยพระทัยปราศจากปฏิพัทธ์เสน่หา ไม่อาจค้นหาคุณของสังสารวัฏพบ จึงตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะออกจากภพทั้งปวง
ตรัส ให้นายฉันนะไปจัดเตรียมม้า ส่วนพระองค์เสด็จไปเพื่อต้องการยลโฉมพระพักตร์ของราหุลราชกุมาร แต่ก็ไม่อาจยลได้ดังหวัง ด้วยเกรงพระพิมพาราชเทวีจะตื่นบรรทม
พระ มหาบุรุษเสด็จลงจากปราสาทประทับบนหลังม้ากัณฐกะ นายฉันนะจับหาง มีเหล่าเทพคอยปิดกั้นเสียงเท้าและเสียงร้องของพญาม้า ทั้งเทพยดายังเปิดประตูใหญ่ที่พระราชบิดาทรงออกแบบเพื่อปิดกั้นการออกบวช
แม้ พระยามารวัสวดีจะปรากฏกายทูลขอร้องให้รอเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็มิได้สนพระทัย ทรงเห็นจักรพรรดิสมบัติเป็นดุจก้อนเขฬะ (น้ำลาย) ถ่มแล้ว
พญา ม้าพามาไกล ๓๐ โยชน์ ถึงแม่น้ำอโนมาแล้วกระโดดพาข้ามไปอีกฝั่ง ณ ที่นี่ ทรงตัดพระเกศาและพระเมาฬี มีพระอินทร์รับนำไปดาวดึงส์ มีฆฏิการมหาพรหมนำอัฏฐบริขาร ๘ มาถวาย ทรงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นทรงไตรจีวร แล้วมอบพระภูษาคู่ให้ท้าวมหาพรหมนำไปยังพรหมโลก




ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:42 AM   #9
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๗ ทุกรกิริยาปริวรรต
ตอนที่ ๗
ทุกรกิริยาปริวรรต
พระโพธิสัตว์บำเพ็ญทุกรกิริยา
เนื้อความย่อ
พระ โพธิสัตว์ตรัสให้นายฉันนะนำเครื่องแต่งองค์และม้ากัณฐกะกลับไปกรุงกบิลพัส ดุ์ แล้วให้ทูลพระราชบิดาและปวงพระญาติ ถึงความไม่มีพระโรค และเหตุผลการออกบวช มิใช่เป็นคนอกตัญญู แต่เพราะทรงเห็นภัย คือ ชาติ ชรา มรณะที่หมู่สัตว์ประสบอยู่ ถ้าตรัสรู้ได้ก็จะช่วยพ้นภัยได้
แม้ นายฉันนะจะวิงวอนขอบวชด้วยก็ไม่ทรงอนุญาต เพราะรู้ว่าเหล่าชนในพระนครกำลังโศกเศร้ากับการตัดสินพระทัยเช่นนี้ นายฉันนะจำต้องทูลขอขมาแล้วจูงม้าไปได้ไม่ไกล ม้ากัณฑฐกะอาลัยนายเจ้า ก็หัวใจแตกตายเกิดเป็นเทพบุตร
เมื่อ พวกเจ้าศากยะได้รับข่าวอันนายฉันนะนำทูลแล้ว ก็มีความเบาพระทัยเฝ้ารอคอยข่าวตรัสรู้ ฝ่ายโกณฑัญญพราหมณ์ทราบข่าวการผนวชแล้ว ก็เชิญชวนบุตรพราหมณ์ที่ร่วมทำนายพระลักษณะออกบวชได้ ๔ คน เรียกว่า ปัญจวัคคีย์ คือพวกห้า มีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า ติดตามไปเฝ้ารับใช้พระมหาบุรุษที่อุรุเวลประเทศ
เป็น ครั้งแรกแห่งพระชนม์ชีพ ที่พระโพธิสัตว์อยู่พระองค์เดียว ทรงทดลองงดอาหารนาน ๗ วัน แต่ไม่ทำให้พระกายลดความงดงามไป วันที่ ๘ ได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระรูปโฉมนั้นสร้างความแตกตื่นให้แก่ชาวพระนครไปทั่ว พระเจ้าพิมพิสารทรงส่งคนติดตามดูกิจวัตร ทำให้ทราบว่า ที่แท้บุคคลนี้เป็นมนุษย์ ทั้งยังเป็นพระสหายที่ยังไม่เคยได้เห็นกันมาก่อนด้วย จึงตรัสเชื้อเชิญให้ครองราชย์ร่วมกัน แต่พระมหาบุรุษปฏิเสธว่ามิใช่เป้าหมายแห่งการบรรพชา
พระ มหาบุรุษเสด็จเข้าศึกษาในสำนักของสองดาบส ทรงบรรลุสมาบัติ ๗ และสมาบัติที่ ๘ ในเวลาไม่นาน แต่ก็ทรงพบว่าสิ่งที่ได้ยังมิใช่การตรัสรู้ ทรงออกจากสำนักนั้น เริ่มเสวยพระกระยาหารบ้าง ไม่เสวยบ้าง จนถึงไม่เสวยเลย สลับไปมาเช่นนี้นาน ๖ ปี พระกายทรุดโทรมสิ้นเรี่ยวแรงสลบล้มลง มีเทวดาไปทูลพระราชบิดาว่าพระราชโอรสสวรรคตแล้ว แต่พระราชบิดาหาทรงเชื่อไม่
แม้ จะทรงได้รับทุกขเวทนาสาหัสจากการประพฤติทรมานตน แต่ก็ไม่ทรงคิดที่จะกลับไปเสวยสุขในราชสมบัติอีก ยังคงมุ่งมั่นพระทัยด้วยการกลั้นลมหายใจให้นานที่สุด เชื่อว่านี้แหละหนทางตรัสรู้ พระยามารเองก็เชื่อเช่นนั้น จึงปรากฏกายทูลให้ล้มเลิกความเพียร และพรรณนาคุณของจักรพรรดิสมบัติ
ทรงคำนึงว่าทำถึงอย่างนี้ก็ยังไม่ตรัสรู้จะปฏิบัติอย่างใดต่อไปดี? ที่ สุดก็ทรงพระดำริว่า สิ่งที่ประพฤติอยู่เป็นความตึงเกิน พระโพธิญาณจะไม่ได้มาด้วยวิธีนี้แน่ ทรงกลับมาเสวยโภชนะเพื่อรักษาชีวิต พวกปัญจวัคคีย์ก็หมดความเชื่อถือ ลาจากพระองค์ไป





ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:43 AM   #10
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๘ พุทธบูชาปริวรรต
ตอนที่ ๘
พุทธบูชาปริวรรต
มธุปายาสและการบูชาจากปวงเทพ
เนื้อความย่อ
วัน เพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันที่นางสุชาดากำหนดหมายจะถวายพลีกรรมแก้บวงสรวงเทวดา เมื่อหลายปีก่อนนางได้บนบานขอกับต้นไทรไว้ ๒ ข้อ ขอให้เทวดาช่วยให้ได้แต่งงานกับชายที่ตระกูลเสมอกัน และขอให้บุตรคนแรกเป็นชาย นางสมประสงค์แล้วจึงกำหนดวันแก้บน
ก่อน หน้านั้นหนึ่งวัน นางได้วางแผนปรุงข้าวมธุปายาส ให้คนนำโค ๕๐๐ ตัว ไปบริโภคผลชะเอม แล้วให้โคนมกินน้ำนมจากแม่โคต่อๆ กัน จนเหลือแม่โคนม ๘ ตัว เพื่อจะรีดนมตอนใกล้รุ่ง ถึงเวลารีดนมก็เกิดเหตุอัศจรรย์ น้ำนมโคไหลลงภาชนะรองเอง ตอนเคี่ยวนม น้ำนมก็เกิดหมุนเวียนขวาในกระทะและฟืนในเตาไฟก็ไม่มีเขม่าควันปรากฏเลย นางสุชาดาเห็นอัศจรรย์แล้วมั่นใจว่าเทวดาคงรอพลีกรรมอยู่แน่ สั่งให้นางบุณณทาสีรีบไปทำความสะอาดโคนต้นไทรไว้
และ ในราตรี ๑๔ ค่ำนั้น พระมหาบุรุษก็ทรงพระมหาสุบิน (ฝันใหญ่) ๕ ประการ อันเป็นนิมิตว่า วันนี้จักตรัสรู้แน่ ทรงตื่นตอนใกล้รุ่ง ชำระพระสรีรกิจแล้วเสด็จไปประทับนั่งยังโคนต้นไทร เป็นเวลาเดียวกับนางทาสีมา หญิงรับใช้เห็นแล้วคิดว่า เทวดามารอพลีกรรม จึงรีบกลับไปรายงานให้นายหญิงนำมธุปายาสใส่ถาดทองมูลค่าหนึ่งแสนไปถวายแก้บน
พระ โพธิสัตว์ทรงรับถาดมธุปายาสแล้ว ทรงทำประทักษิณต้นไทร ๓ รอบ แล้วเสด็จไปสรงสนานในแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จขึ้นแล้วทรงปั้นข้าวเป็น ๔๙ ปั้น แล้วเสวยจนหมด จากนั้นทรงอธิษฐานว่า “หากจะตรัสรู้ก็ขอให้ถาดทองลอยทวนน้ำ” ปล่อยถาดลงน้ำแล้วถาดนั้นลอยทวนน้ำไปไกล ๘๐ ศอก หยุดแล้วจมลงไปรองถาดของพระพุทธเจ้าในอดีต ๓ พระองค์ ณ นาคพิภพนั้น แล้วเสด็จมุ่งสู่ต้นมหาโพธิ์ ทรงรับหญ้าคา ๘ กำจากโสตถิยพราหมณ์ มีพรหมและเหล่าเทพเป็นต้น ติดตามแวดล้อมบูชาด้วยทิพยเศวตฉัตร ดนตรี และดอกไม้ทิพย์
ทรง เลือกประทับนั่งหันหลังให้ต้นโพธิ์ มีพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ทรงอธิษฐานจะไม่ลุกขึ้นจากพระที่นั่งจนกว่าจะตรัสรู้ และยังคงมีเทพเทวาสักการะบูชาอยู่เนืองแน่น





ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:43 AM   #11
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๙ มารวิชัยปริวรรต
ตอนที่ ๙
มารวิชัยปริวรรต
พระโพธิสัตว์ชนะหมู่มาร
เนื้อความย่อ
เมื่อพระมหาโพธิสัตว์ทรงได้พระที่นั่ง “วชิรอาสน์” อันมั่นคงโคนต้นโพธิพฤกษ์แล้ว ทรงปรารภมหาปธานและทรงรวบรวมพระกำลังทั้งหลายอยู่ พระยาวัสวดีมารเห็นว่าถ้าไม่รีบทำอันตรายขัดขวาง พระสิทธัตถะก็จะพ้นอำนาจเราไปได้ จึงประกาศระดมพลเสนามารมา ตรัสให้โจมตีด้วยการแปลงร่างเป็นมารแบบต่างๆ อันน่าเกลียด น่าสะพรึงกลัว หมายให้พระมหาบุรุษลุกจากที่นั่งให้ได้ แม้ตนเองก็เนรมิตแขนเพิ่มเป็นข้างละพัน นั่งบนคอช้างซึ่งเทพบุตรแปลงเป็นช้างคิริเมขล์สูง ๑๕๐ โยชน์ ประกาศลั่นให้เข้าไปจับพระโพธิสัตว์ออกมาให้ได้
ใน ขณะที่พวกเสนามารมุ่งเข้าไปก็เกิดเหตุมหัศจรรย์คล้ายเป็นลางร้ายว่าหมู่มาร จะพ่ายแพ้ คือ มีอุกกาบาตตกลงกระทบพื้นปฐพี ฝุ่นควันฟุ้งตลบขึ้นบนอากาศ ความมืดปกคลุม น้ำในมหาสมุทรก็ถาโถมเข้าหาฝั่งดังลั่น แม่น้ำไหลทวน พายุใหญ่พัดทำลายยอดเขา พวกมารไม่อาจเข้าใกล้ได้ เป็นเหมือนหมู่แมลงวันบินแวดล้อมก้อนเหล็กร้อนแดงจ้า
หมู่ เทพยดาพรหมที่แวดล้อมบูชามาจากเนรัญชรานทีต่างหนีหาย พระมหาบุรุษทรงโดดเดี่ยว ปราศจากมิตรสหายหรือหมู่พระญาติ ทรงเห็นว่ามีแต่พระบารมี ๓๐ ประการที่บำเพ็ญบ่มเพาะเลี้ยงดูมา ๔ อสงไขยแสนมหากัปเป็นที่พึ่งพำนักได้ จึงทรงรวบรวมพระบารมี ๓๐ และพลธรรม ๗ อันทรงอบรมมาตลอดกาลยาวนาน พระอัชฌาศัยจึงมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งที่หมู่มารแสดง
พระยา มารบันดาลฝน ๙ อย่าง เช่น ฝนน้ำและฝนก้อนหินให้ตกใส่ แต่พระมหาบุรุษก็ไม่เปียก ไม่ถูกก้อนหิน ฝนร้ายกลายเป็นผ้าและดอกไม้ทิพย์ เมื่อไล่ด้วยเทวฤทธิ์ไม่สำเร็จ จึงเจรจาอ้างว่าบัลลังก์เป็นของตน มีเสนามารเป็นพยาน พระมหาสัตว์ทรงอธิบายว่าพระองค์ถึงบารมีธรรมเพียงผู้เดียว บารมีธรรมมิได้มีแก่คนทั่วไป กุศลของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้เทียบไม่ได้แม้แต่เสี้ยวที่ ๑๖ แห่งกุศลธรรมของพระองค์ ซึ่งเป็นทั้งกองทัพและอาวุธ ทำให้พระองค์ทรงกล้าหาญ
ทรง อ้างดินเป็นพยาน เพราะปฐพีอยู่คู่โลกย่อมรู้เห็นการบำเพ็ญบารมีในกาลยาวนานของพระองค์ ซึ่งเทพผู้รักษาปฐพีก็ปรากฏกายเป็นนางเทพธรณีทูลว่า ตนเองเห็นการสั่งสมพระบารมี อย่างน้ำที่เต็มชุ่มผมของตนเอยู่นี้ก็คือน้ำที่ทรงหลั่งสมัยบำเพ็ญทาน แล้วบีบมวยผม มีสายน้ำใหญ่ไหลท่วมเสนามาร พระยามารเห็นแล้วเกิดครั่นคร้ามกลัวพระบารมี ทำอัญชลีนมัสการด้วยสองพันมือ ทูลสรรเสริญบารมีทั้งหลาย และด้วยความเลื่อมใสนี้ ในอนาคตจะได้ตรัสรู้ปัจเจกโพธิญาณ





ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:43 AM   #12
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๑๐ อภิสัมโพธิปริวรรต
ตอนที่ ๑๐
อภิสัมโพธิปริวรรต
ลำดับการบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ยิ่ง
เนื้อความย่อ
พระ มหาโพธิสัตว์ทรงชนะหมู่เทวปุตมารแล้ว พลันเข้าสู่พลบค่ำ พวกเทพเทวาที่หลบลี้หนีมารไปไกลได้หวนกลับมาแวดล้อมบูชาสักการะอีกครา พระมหาบุรุษทรงบรรลุสมาบัติ ๘ แล้วยังอภิญญาให้บังเกิด คือ
ในปฐมยามแห่งราตรี ก็ทรงได้บุพเพนิวาสานุสติญาณ เป็นพระญาณช่วยระลึกชาติย้อนหลังไป นับแต่ก่อนมาสถิตบนบัลลังก์ใต้มหาโพธิ์จนถึงพระชาติไกลโพ้น พร้อมรายละเอียดในพระชาตินั้นๆ
ถึงมัชฌิมยามก็ทรงได้ทิพยจักษุญาณ เป็นดวงตาทิพย์เหนือดวงตามนุษย์ ทรงเห็นสัตว์ตายจากที่หนึ่ง เกิดยังที่หนึ่ง ตามอำนาจทุจริตกรรมบ้าง สุจริตกรรมบ้าง
ครั้น เข้าสู่ปัจฉิมยามก็ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการ ทรงพิจารณาเห็นเหตุปัจจัยแห่งการเกิดขึ้นของทุกข์ที่อิงแอบอาศัยกันและกันไป ทำให้ทุกข์ไม่สิ้นสุด และทุกข์จะสิ้นสุดได้เมื่อทำวิชชาให้เกิดขึ้น พร้อมๆ กับอรุณวันใหม่ปรากฏ ก็ทรงสามารถประหานกิเลสได้เป็นสมุจเฉทประหาน เรียกว่า ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ (พระบาลีเรียกบรรลุอาสวักขยญาณ – ญาณเป็นเหตุสิ้นอาสวะ)
จากนั้นตรัสปฐมอุทานทักตัณหาว่า “เรา พบช่างสร้างเรือนแล้ว นายช่างก็คือตัณหา แต่กาลก่อนไม่ได้พบจึงปล่อยให้สร้างเรือนคืออัตภาพเรื่อยมา บัดนี้ทั้งตัวนายช่างและบรรดาองค์ประกอบเรือนที่เกิดจากนายช่าง ต่างถูกเราทำลายแล้ว”
และ พร้อมกับกาลตรัสรู้นั้นแล ก็เกิดความอัศจรรย์ขึ้นมากมาย เช่น แผ่นดินไหว ดอกไม้ทิพย์โปรยปรายลงจากสวรรค์ สัตว์ล้วนมีเมตตาจิตต่อกัน สัตว์ที่ถูกพันธนาการหลุดพ้นจากการควบคุม และคนตาบอดเกิดดวงตามองเห็นได้ เป็นต้น
ครั้ง นั้น แม้โลกมนุษย์จะดูสงบเงียบ แต่ชาวสวรรค์แสนจะปีติโสมนัสจนโกลาหล ล้วนแสดงออกซึ่งความยินดีกับอดีตเทพที่พวกตนอัญเชิญจุติ บัดนี้เทพองค์นั้นได้วิมุตติเศวตฉัตรแล้ว





ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:45 AM   #13
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๑๑ โพธิสัพพัญญูปริวรรต
ตอนที่ ๑๑
โพธิสัพพัญญูปริวรรต
เจ็ดสัปดาห์หลังตรัสรู้สัพพัญญุตญาณ
เนื้อความย่อ
แม้ ตรัสรู้แล้ว แต่พระสัมมาสัมพุทธะยังคงประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ ทรงเข้าอนุบุพพวิหาร ๙ ตลอด ๗ วัน จากนั้นเสด็จไปยังทิศอีสาน (บูรพา) ประทับยืนเพ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีพระเนตรไม่กระพริบ สิ้น ๗ วัน เรียกที่ตรงนี้ว่าอนิมมิสเจดีย์ หรืออนิมิสเจดีย์
สัปดาห์ที่ ๓ ทรงเนรมิตสถานที่จงกรมทำด้วยรัตนะขึ้นทางทิศอุดร (เหนือ) ของพระมหาโพธิ์แล้วเสด็จดำเนินไปมาตลอด ๗ วัน เรียกที่นี่ว่ารัตนจงกรมเจดีย์
สัปดาห์ ที่ ๔ เสด็จประทับนั่งในเรือนแก้ว ทรงพิจารณาพระธรรมหลายประการรวมถึงพระไตรปิฎก แต่พระสรีรกายยังไม่ทรงมีพระฉัพพรรณรังสีปรากฏ จนกระทั่งทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิฎก คัมภีร์ที่ ๗ คือมหาปัฏฐานจึงเกิดพระฉัพพรรณรังสี ๖ ประการ เรียกที่ตรงนี้ว่ารัตนฆรเจดีย์
สัปดาห์ ที่ ๕ เสด็จประทับนั่งโคนต้นอัชปาลนิโครธ ช่วงนั้นพระยามารรู้เห็นแล้ว ได้ปลีกตัวมานั่งอยู่ในหนทางใหญ่แห่งหนึ่ง รำพึงด้วยความเสียใจว่าพระสิทธัตถราชกุมารก้าวพ้นอำนาจมารไปได้ ครุ่นคิดถึงสิ่งพระราชกุมารมีแต่ตนเองไม่มี ๑๖ ข้อ นึกได้ข้อหนึ่งก็ใช้เล็บขีดแผ่นดิน ๑ รอย ไล่เรียงไปจนถึงรอยที่ ๑๖ ธิดามาร ๓ นาง ติดตามหาจนพบพระบิดา สอบถามรู้ความเสียใจนั้น จึงขออาสาไปนำพระสิทธัตถะกลับมา แล้วไปแปลงกายเป็นสตรีงดงามในวัยต่างๆ หลอกล่อหมายให้ลุ่มหลง แต่ก็ถูกตรัสขับไล่ให้ไปยั่วยวนบุรุษอื่น
สัปดาห์ ที่ ๖ เสด็จประทับ ณ ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) เกิดฝนนอกฤดูกาลตกกระหน่ำ พระยาอหินาคราชได้เห็นพระฉัพพรรณรังสีรู้ว่าบุรุษนี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า ต้องการบุญกุศลจึงขนดกาย ๗ รอบ โอบล้อมแล้วแผ่พังพานป้องพระวรกาย ปิดกั้นลมฝนถวายตลอด ๗ วัน
สัปดาห์ ที่ ๗ เสด็จประทับยังต้นราชายตนะ (ต้นเกด) พระอินทร์เห็นว่าควรที่จะเสวยพระกระยาหารได้แล้ว จึงถวายผลสมอทิพย์ให้เสวยระบายความหมักหมม ครั้นทรงพระบังคนแล้วก็ถวายน้ำให้ทรงบ้วนพระโอษฐ์ ไม่นานก็มีพ่อค้าสองพี่น้องนำเกวียน ๕๐๐ เล่มมา มีเทวดาอดีตญาติใช้ฤทธิ์ทำให้ติดหล่มบริเวณนั้น แล้วปรากฏตัวบอกให้เข้าเฝ้าถวายสัตตุก้อนสัตตุผง สองพี่น้องก็ได้ทำตามนั้น พระพุทธเจ้าทรงได้บาตรจากท้าวจตุโลกบาลรับข้าวนั้นแล้วเสวย
สองพ่อค้ากราบทูลขอถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นที่พึ่ง ทั้งสองจึงเป็นปฐมอุบาสก เป็นเทววาจิกสรณคมน์ เป็นอุบาสกในพระศาสนาตลอดชีวิต แล้วทูลขอสิ่งของไว้สักการะบูชา พระศาสดาทรงพระราชทานพระเกศาให้ไป ๘ เส้น




ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:45 AM   #14
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๑๒ พรหมัชเฌสนปริวรรต
ตอนที่ ๑๒
พรหมัชเฌสนปริวรรต
ท้าวสหัมบดีพรหมทูลอาราธนาให้ทรงแสดงพระธรรม
เนื้อความย่อ
ผ่าน ช่วงเสวยวิมุตติสุข ๔๙ วันแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปประทับยังต้นอัชปาลนิโครธ ทรงพิจารณาแล้วไม่พบว่าจะมีผู้ใดเป็นครูอาจารย์ของพระองค์ได้นอกจากพระ โลกุตรธรรม
จาก นั้นทรงพิจารณาพระธรรมที่ตรัสรู้แล้ว ทรงพบว่ามีความสุขุมคัมภีรภาพมาก สัตว์ทั่วไปไม่อาจรู้ตามได้ง่าย นอกจากบัณฑิตที่มีความพร้อมอันอุดม เพราะสัตว์ส่วนมากติดลึกอยู่ในกิเลส ถ้าประกาศธรรมไปก็จะเหน็ดเหนื่อยเปล่า จึงทรงพระดำริขวนขวายน้อย (เรียกว่า อัปโปสุกกิจ) จะไม่ทรงสอน ซึ่งเป็นพุทธประเพณีของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ เนื่องจากทรงรู้ว่าดำริเช่นนี้แล้ว ท้าวมหาพรหมที่โลกบูชาจะมาทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรมและเมื่อชาวประชารู้ แล้วจะพากันเคารพพระธรรม
พระดำรินั้นล่วงรู้ถึงท้าวสหัมบดีพรหม ผู้ที่โลกเชื่อกันว่าเป็นพระผู้สร้างโลก มหาพรหมถึงกับเปล่งคำว่า “โลกจักฉิบหายแล้ว” เหล่าเทพได้สดับแล้วตกใจรีบมาสอบถาม รู้แล้วก็ปรึกษากันว่าควรที่จะไปเข้าเฝ้ากราบทูลอาราธนาให้ทรงประกาศธรรม
เหตุผล ในการกราบทูลให้แสดงธรรม คือ บุคคลผู้พร้อมตรัสรู้ตามมีอยู่ หากไม่ตรัสธรรม พวกเขาก็ย่อมเสียโอกาส และพระธรรมที่มีอยู่ในมคธรัฐตอนนี้นั้น ไม่บริสุทธิ์ มีมลทิน ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่ออมตมหานฤพาน
พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสดับคำทูลอาราธนาแล้ว ทรงพิจารณาเห็นจริงตามนั้น แล้วพิจารณาต่อไปถึงบุคคลประเภทต่างๆ ทรงจำแนกบุคคลเป็น ๔ ประเภท เทียบกับดอกบัว ๔ เหล่า อันมีจริตต่างๆ กัน บุคคลเหล่านั้นมีทั้งผู้ที่รู้ได้เพราะพระองค์ก็มี รู้ได้เพราะพระสาวกก็มี
แล้วตรัสคำอาราธนาว่า “บัดนี้ เราเปิดมหาอัครทวารแล้ว ขอให้สัตว์ที่มีหู มีโสตวิญญาณ จงปล่อยศรัทธาตั้งจิตคอยฟัง”





ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:45 AM   #15
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๑๓ ธัมมจักกปริวรรต
ตอนที่ ๑๓
ธัมมจักกปริวรรต
การแสดงพระปฐมเทศนาธรรมจักร
เนื้อความย่อ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับที่จะแสดงพระธรรมแล้ว ทรงพระดำริว่าจะแสดงธรรมแก่ใครก่อน? ทรง นึกถึงท่านอาฬารดาบส เทวดาก็มาทูลว่าเสียชีวิตได้ ๗ วันแล้ว ทรงนึกถึงอุทกดาบสเทวดาก็มาทูลว่า เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวานนี้ ทรงรำพึงว่าเป็นความฉิบหาย เพราะทั้งสองไปเกิดในอรูปภพ เป็นพรหมไม่มีรูปร่างกาย ทั้งมีอายุยืนยาว ไม่อาจจะฟังพระสัทธรรมได้ สองดาบสจึงเสื่อมจากเอกันตสุข
ทรง นึกถึงพวกปัญจวัคคีย์ ทรงเห็นว่าพวกเขาเหมาะที่จะฟังธรรม เพราะเคยดูแลอุปัฏฐากมาถึง ๖ ปี และท่านโกณฑัญญะก็มีอุปนิสัยตามความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมเป็นคนแรกอยู่แล้ว
จึง เสด็จด้วยพระบาทไกล ๑๘ โยชน์ จากต้นอัชปาลนิโครธ เขตอุรุเวลประเทศ มุ่งไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันเขตเมืองพาราณสี ไม่เสด็จด้วยการเหาะอย่างพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ เพราะทรงต้องการโปรดอาชีวกชื่ออุปกะ ทรงทราบว่าเมื่อแล้วต่อไปท่านอุปกะจะออกบวชเป็นภิกษุ
ทรง ได้พบกับเขาในหนทางระหว่างคยากับต้นมหาโพธิ์ เขาตะลึงในพระฉัพพรรณรังสี เพ่งดูรู้ว่าเป็นมนุษย์ จึงชมเชยและถามว่า มีผิวพรรณผ่องใส บวชมาสำนักใด มีใครเป็นครู? ตรัส ตอบว่า ผิวพรรณดีเพราะไม่มีกิเลส ไม่มีใครเป็นครู เพราะรู้ยิ่งเอง อาชีวกจึงชมว่าถ้าอย่างนั้นท่านก็ควรชื่อว่า พระอนันตชินะ (ผู้ชนะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด) ซึ่งพระศาสดาก็ทรงรับชื่อนั้น
เสด็จ พระพุทธดำเนินถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันในเวลาเย็น ปัญจวัคคีย์ยังฝังใจอยู่ว่า หนทางตรัสรู้มีอยู่เพียงทางเดียว คือทรมานตน จึงกล่าวต้อนรับกึ่งดูแคลนว่า “อาวุโสโคดม” ก็ไม่ทรงกริ้ว ตรัสด้วยพระกรุณาว่า บัดนี้พระองค์ตรัสรู้แล้ว ให้ตั้งใจฟังที่เราจะพูด เมื่อพวกเขาไม่เชื่อจึงตรัสให้ทบทวนว่าคำที่ว่า “ตรัสรู้แล้ว” เคยพูดที่ไหนบ้าง? นั่นแหละ พวกเขาจึงมีใจเป็นธรรม มีจิตอ่อนโยน ฟังพระปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตนะ” ว่าด้วยการหมุนไปแห่งกงล้อธรรม ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถหมุนกลับได้ ตรัสอธิบายถึงทางที่ไม่ควรปฏิบัติ กับทางที่ควรปฏิบัติ ได้แก่ การทำกิจในอริยสัจ ๔ ให้รอบด้านอย่างที่ตรัสว่า รู้ปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒ นั่นแหละญาณทัศนะ นั่นแหละการตรัสรู้
จบพระธรรมเทศนา ท่านโกณฑัญญะและหมู่พรหม ๑๘ โกฏิ บรรลุโสดาปัตติผล





ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:46 AM   #16
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๑๔ ยสบรรพชาปริวรรต
ตอนที่ ๑๔
ยสบรรพชาปริวรรต
ยสกุลบุตรและเหล่าสหายออกบวช
เนื้อความย่อ
วัน อาสาฬหบูชา ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ กราบทูลขอบวชและได้รับการบรรพชาอุปสมบทจากพระบรมศาสดาด้วยเอหิภิกขุวิธีแล้ว พระศาสดาทรงให้ธัมโมวาทเนืองๆ ปัญจวัคคีย์อีก ๔ ท่าน คือ พระวัปปะ พระภัททยะ พระมหานามะและพระอัสสชิ ก็ได้บรรลุธรรมตามลำดับวัน คือ จากวันแรม ๑ ค่ำ จนถึงแรม ๔ ค่ำ, วันแรม ๕ ค่ำ ก็ตรัสแสดงอนัตตลักขณสูตร ว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา ทั้งห้าท่านได้บรรลุพระอรหัต เป็นพระอรหันต์
มี ครอบครัวมหาเศรษฐีพาราณสีอยู่ไม่ไกลจากป่าอิสิปตนมฤคทายวันนัก ท่านมหาเศรษฐีรักและเอาใจใส่ยสกุลบุตร บุตรชายคนเดียวมาก ให้อยู่กับสตรีในปราสาท ๓ ฤดูทุกวัน เพลานั้นกำลังย่างเข้าฤดูฝน เขาจึงพำนักอยู่ในปราสาทฤดูฝน
ราตรี วันหนึ่ง กุศลกรรมที่เคยเผาศพหญิงตายท้องกลมรุมเร้า เขาตื่นขึ้นมองเห็นเหล่าสตรีผู้หลับใหลอยู่ คืนนี้เขาไม่พบความงามดังคืนก่อนๆ เป็นดุจตัวเองกำลังอยู่ในป่าช้าผีดิบ เกิดความเบื่อหน่ายฆราวาสวิสัยมาก เดินรำพึงว่าที่นี่วุ่นวาย ลงจากปราสาทเข้าไปในป่าได้พบกับพระพุทธเจ้า ทรงเชื้อเชิญว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย ให้เขานั่งลงฟังอนุบุพพิกถาและอริยสัจ ๔ เขาบรรลุธรรมจักษุเป็นพระโสดาบัน
เวลา เช้ามารดาไม่เห็นเขา บอกให้บิดาออกตามหาจนมาพบ พระศาสดาทรงบันดาลไม่ให้บิดาเห็นบุตรแล้วทรงแสดงธรรมนั้น จบพระเทศนา เศรษฐีผู้เป็นบิดาได้เป็นพระโสดาบัน และเป็นอุบาสกคนแรกที่ถึงสรณะ ๓ ส่วน ยสกุลบุตรฟังธรรมนั้นซ้ำก็ได้เป็นพระอรหันต์ ทรงคลายฤทธิ์ทำให้บิดาได้เห็นบุตร แล้วชักชวนให้กลับบ้านหามารดา ตรัสแจ้งว่าบัดนี้ยสะไม่ควรจะเป็นฆราวาสต่อไปเพราะเป็นพระอรหันต์แล้ว บิดาเข้าใจดีชื่นชมว่าเป็นลาภอันประเสริฐของยสะ แล้วทูลนิมนต์ทั้งสองให้ไปฉันอาหารที่เรือน
บิดากลับไปแล้วท่านยสะก็บวชเป็นภิกษุด้วยเอหิภิกขุวิธี
หลัง เสวยภัตแล้ว พระศาสดาได้ตรัสอนุบุพพิกถาและอริยสัจ ๔ แก่มารดาและอดีตภรรยาของพระยสะ นางทั้งสองเป็นพระโสดาบันและเป็นอุบาสิกาคู่แรก
ข่าว การบวชของพระยสะแพร่กระจายไป เพื่อนๆ อีก ๕๔ คน เชื่อมั่นการตัดสินใจของเพื่อน จึงกราบทูลขอบวช และทุกรูปก็ได้เป็นพระอรหันต์เช่นกัน




ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:46 AM   #17
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๑๕ อุรุเวลคมนปริวรรต
ตอนที่ ๑๕
อุรุเวลคมนปริวรรต
อุรุเวลกัสสปชฎิลเจ้าลัทธิบูชาไฟออกบวชเป็นพระสาวก
เนื้อความย่อ
หลัง ทรงมีพระพุทธดำรัสส่งพระอรหัตนสาวก ๖๐ องค์ จาริกออกไปประกาศพระศาสนาแล้ว องค์พระศาสดาก็เสด็จจาริกเพียงพระองค์เดียวมุ่งไปยังอุรุเวลประเทศ ผ่านไร่ฝ้ายแห่งหนึ่ง ทรงได้พบกับบรรดาพระราชกุมาร ๓๐ องค์ ผู้มีพระราชบิดาองค์เดียวกับพระปเสนทิโกศลราชกุมาร
เจ้า ชายหนุ่มองค์หนึ่งถูกหญิงโสเภณีลักขโมยเครื่องประดับไป ทั้งหมดจึงออกติดตามหา ได้พบพระศาสดาเสด็จมา พวกท่านถามว่าเห็นสตรีหนีมาทางนี้บ้างไหม? ตรัสถามว่า ระหว่างการแสวงหาสตรี กับการแสวงหาตน อะไรประเสริฐกว่ากัน? พวกท่านนั่งลงฟังอนุบุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ทั้งหมดได้บรรลุธรรมทุกองค์ แต่ไม่มีท่านใดบรรลุถึงพระอรหันต์
ทั้ง ๓๐ ท่าน (เรียกว่ากลุ่มภัททวัคคีย์) ออกบวชเป็นภิกษุแล้วไปอยู่ที่เมืองปาวาย (กรุงปาวา) หลายปีต่อมาก็คือกลุ่มภิกษุที่พระพุทธเจ้าทรงปรารภถึงความลำบากในฤดูฝน จึงทรงอนุญาตให้มีการกรานกฐิน เพื่ออานิสงส์จะได้ไม่ลำบากที่จะต้องนำจีวรติดตัวไปนาน ๔ เดือน
จาก นั้นเสด็จไปขอพำนักในโรงบูชาไฟของอุรุเวลกัสสปชฎิล ผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นประธานแห่งหมู่ชฎิลกว่าพันคน ท่านอุรุเวลกัสสปะนี้ถือตนว่าตัวเองคือพระอรหันต์ แม้พระพุทธเจ้าจะทรงใช้อิทธิปาฏิหาริย์ถึง ๓,๕๐๐ วิธี แสดงให้เขาเห็นว่าพระองค์เหนือว่า มีฤทธิ์มีอานุภาพมากกว่า ซึ่งเขาก็ยอมรับทุกอย่าง แต่มีอยู่หนึ่งอย่างที่เขามั่นใจคือพระมหาสมณะผู้มากด้วยฤทธิ์นี้ยังไม่ใช่ พระอรหันต์เหมือนตัวเรา
ทรง รอคอยให้มานะความถือตัวของเขาเพลาลง จิตใจมีธรรมดีงามเปล่งประกายแล้ว จึงตรัสตรงประเด็นว่าเขาไม่ได้เป็นพระอรหันต์ และไม่รู้วิธีที่จะเป็นพระอรหันต์ด้วย เขายอมรับก้มกราบพระบาทขอบวช ตรัสให้ปรึกษาบอกกล่าวพวกศิษย์ ๕๐๐ คนก่อน ซึ่งทั้งหมดพร้อมใจกันบวชเป็นภิกษุ ลอยบริขารที่เคยใช้สอย เช่น ชฎา และสาแหรก ลงแม่น้ำไป พวกน้องชายสองคนและบริวารอีก ๕๐๐ เห็นบริขารแล้วมาสอบถาม ที่สุดทั้งหมดก็ออกบวชและได้ฟังพระธรรมเทศนา “อาทิตตปริยายสูตร” ล้วนบรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้ง ๑,๐๐๓ รูป สมกับกุศลกรรมที่บำเพ็ญมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปุสสะ
ทรงพาภิกษุอดีตชฎิลทั้งหมดไปยังสวนลัฏฐิวัน ทรงโปรดพระเจ้าพิมพิสารให้เป็นพระโสดาบัน ตามที่ทรงเคยรับปากไว้ก่อนตรัสรู้
ณ ที่นี้ พระอุรุเวลกัสสปะได้ประกาศให้ชาวอังคะและมคธ (ที่เคยนับถือท่าน) รู้ทั่วกันว่า บัดนี้ ตัวท่านเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว




ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:46 AM   #18
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๑๖ อัครสาวกบรรพชาปริวรรต
ตอนที่ ๑๖
อัครสาวกบรรพชาปริวรรต
พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะออกบวช
เนื้อความย่อ
เช้า วันใหม่ ชาวกรุงราชคฤห์ ๑๘ โกฏิ มีใจตรงกันในอันจะยลพระรูปโฉมของพระบรมศาสดา พวกเขาเดินทางออกจากรุงมุ่งสู่สวนลัฏฐิวันจนหนทางเนืองแน่นด้วยประชาชนยาว ๓ คาวุต เป็นผลให้พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์เดินทางเข้าไปเสวยในพระราชนิเวศน์ของพระ ราชาไม่ได้
ร้อน ถึงพระอินทร์เทวราชาของเทพชั้นดาวดึงส์ ต้องแปลงโฉมเป็นชายหนุ่มอันพวกมนุษย์ไม่เคยเห็นมาก่อน เสด็จนำทางพลางกล่าวคำสรรเสริญพระพุทธเจ้า ชาวกรุงจึงเปิดทางให้พระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์เสด็จเข้าไปเสวยได้
ครั้น เสวยเสร็จแล้ว พระราชาทรงต้องการเห็นและฟังธรรมทุกวัน จึงน้อมถวายสวนไผ่ให้เป็นอารามที่ประทับ พระราชาทรงปลาบปลื้มกุศลทานครั้งนี้ แต่หมู่เปรตที่เคยเป็นพระญาติต่างผิดหวัง พวกเขารอคอยการอุทิศส่วนกุศลมานาน ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ากกุสันธะ เมื่อผิดหวังจึงแสดงเสียงและรูปอันน่ากลัวให้พระราชาฟังและเห็น รุ่งขึ้นได้ตรัสเล่าให้พระศาสดาทรงสดับ พระศาสดาตรัสเล่าความจริงให้พระราชาเบาพระทัย
พระ ราชาทรงถวายมหาทานอีกแล้วอุทิศส่วนกุศลแด่พวกเปรต ทำให้เปรตมีความสุขพ้นทุกข์หลายประการ แล้วพระศาสดาก็ตรัสแสดงติโรกุฑฑสูตร พระธรรมว่าด้วยความหวังของผู้ละโลกนี้ไปแล้ว และกิจอันผู้ยังมีชีวิตพึงบำเพ็ญญาติธรรม
ใน เขตกรุงราชคฤห์นั้นมีหมู่บ้านเล็กๆ ๒ แห่ง คือ อุปติสคามและโกลิตคาม เป็นบ้านเกิดของพระอัครสาวก คือ พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ ทั้งสองท่านมีชีวิตที่สุขสบายในวัยเด็กและวัยหนุ่ม แต่สาวกบารมีญาณที่แก่กล้ามากก็กระตุ้นให้มองไม่เห็นสาระของความสนุกสนาน จึงออกบวชเป็นปริพพาชกค้นหาโมกขธรรม (ธรรมหลุดพ้น) แต่ไม่ได้คำตอบที่เป็นไปเพื่อโมกขธรรมในสำนักปริพพาชก จนวันหนึ่ง สารีบุตรก็ได้พบและฟังธรรมย่อๆ จากพระอัสสชิเถระแล้วได้บรรลุธรรมจักษุ เมื่อนำความไปบอกโมคคัลลานะก็ได้บรรลุเหมือนกัน
ทั้ง สองท่านนำบริวาร ๒๕๐ คน บวชเป็นภิกษุ พระมหาโมคคัลลานะใช้เวลาบำเพ็ญเพียรเป็นพระอรหันต์ ๗ วัน ส่วนพระสารีบุตรมีปัญญาพิจารณามาก จึงใช้เวลามากถึง ๑๕ วัน พระสารีบุตรได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา เลิศทางปัญญา พระมหาโมคคัลลานะได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เลิศทางฤทธิ์ สมดังปณิธานที่กระทำไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี




ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:47 AM   #19
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๑๗ กปิลวัตถุคมนปริวรรต
ตอนที่ ๑๗
กปิลวัตถุคมนปริวรรต
การเสด็จนิวัติพระนครกบิลพัสดุ์
เนื้อความย่อ
พระ พุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธจริยา ๓ ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ว่าจะในฐานะพระศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลก หรือในฐานะคนในตระกูลศากยะ ก็ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลให้แก่หมู่พระประยูรญาติ และในฐานะที่ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงบัญญัติพระธรรมวินัยเพื่อสาวกทั้งปวงจะได้รับประโยชน์
พระ เจ้าสุทโธทนะทรงสดับข่าวพระราชโอรสตรัสรู้แล้วทรงบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่ชาว โลก อยู่ที่กรุงราชคฤห์ ทรงปรารถนาจะได้พบกับพระพุทธเจ้าสักครั้งก่อนสวรรคต ทรงส่งอำมาตย์และคณะไปเพื่อกราบทูลเชิญเสด็จกลับเมือง (เสด็จนิวัติ) ถึง ๙ คณะ ๙ ครั้ง รวมคนถึง ๙,๐๐๐๙ คน ทุกคณะได้ฟังธรรมแล้วบรรลุธรรมต่างออกบวช ไม่มีท่านใดจะกราบทูลตามพระราชสาสน์เลย
ใน ครั้งที่ ๑๐ ทรงส่งกาฬุทายีอำมาตย์ (อดีตพระสหายผู้เป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า) และคณะเดินทางไปกรุงราชคฤห์ ครั้งนี้พระราชาทรงมั่นพระทัยมากว่าเขาจะทำสำเร็จแน่ จึงทรงอนุญาตให้บวชได้
เมื่อ ฟังธรรมบรรลุเป็นพระอรหันต์ และบวชเป็นภิกษุแล้ว พระกาฬุทายีเถระก็ไม่ลืมพระราชสาสน์ คอยพิจารณาความเหมาะสมที่จะกราบทูลเชิญเสด็จอยู่เสมอ
จน วันเพ็ญเดือน ๔ ก็ได้โอกาสกราบทูลพรรณนาถึงเส้นทางเสด็จ และคนที่รอคอยการไปของพระองค์อยู่ ท่านร้อยเรียงคำทูลเชิญเสด็จอันไพเราะถึง ๖๔ คาถา และพระโลกนาถก็ตรัสรับคำทูลเชิญ
พระ พุทธบิดาและหมู่พระญาติศากยะได้สร้างนิโครธารามรับเสด็จ ทั้งได้ฟังคุณความดีของพระพุทธเจ้าทุกวันจากพระกาฬุทายี และได้ถวายภัตแด่พระพุทธเจ้ามีพระเถระนำไปด้วยฤทธิ์ทุกวัน
ทรง ใช้เวลา ๒ เดือนเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๒ หมื่น ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้พวกเจ้าศากยะที่มากด้วยทิฏฐิมานะยอมรับความเป็น พระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง พระพุทธบิดาทรงไหว้เป็นครั้งที่ ๓ และเกิดฝนโบกขรพรรษตกลงมาเช่นเดียวกับครั้งสมัยที่พระองค์เป็นพระเวสสันดร
รุ่งเช้าก็ทรงนำภิกษุสงฆ์บิณฑบาตไปตามลำดับเรือนในพระนคร อันเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์





ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 08-05-2012, 10:47 AM   #20
สมาชิก
 
Altis1850's Avatar
 
วันที่สมัคร: Dec 2007
อายุ: 40
ข้อความ: 794
Groans: 0
Groaned at 7 Times in 7 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 844
ได้รับอนุโมทนา 2,098 ครั้ง ใน 504 โพส
พลังการให้คะแนน: 223
Altis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud ofAltis1850 has much to be proud of

ปริจเฉทที่ ๑๘ พิมพาพิลาปปริวรรต
ตอนที่ ๑๘
พิมพิลาปปริวรรต
พระนางพิมพาตัดพ้อพระพุทธเจ้า
เนื้อความย่อ
เช้า วันแรกแห่งการเสด็จนิวัติพระนคร พระศาสดาเสด็จบิณฑบาตไปตามถนนพร้อมด้วยหมู่ภิกษุ ชาวพระนครทราบข่าวแล้วแตกตื่น อยากเห็นเจ้าชายสิทธัตถะจนเกิดความโกลาหล พระนางยโสธราหรือพิมพาราชเทวีทรงทราบการเสด็จนั้นจากนางกำนัล ทรงเศร้าพระทัยว่า สมัยก่อนพระลูกเจ้าไปไหนก็เสด็จด้วยช้าง ม้าหรือด้วยพระเกี้ยว บัดนี้เที่ยวไปดังพวกจัณฑาล แล้วสลดสังเวช เข้าพระทัยตนเองเป็นหญิงกาฬกิณีจึงต้องเผชิญกับความเป็นหม้าย
แต่ เมื่อได้ทอดทัศนาพระศาสดาทางสีหบัญชรแล้ว ทรงปลื้มพระทัยในความองอาจงดงามดุจราชสีห์แห่งอดีตพระสวามี และด้วยความไม่เคยเห็นการขออาหารเช่นนั้น จึงทูลแด่พระพุทธบิดา พระราชาก็ทรงขัดเคืองที่ไปขอชาวบ้านอย่างนั้น รีบเสด็จไปห้าม พระศาสดาทรงชี้แจงว่านี่เป็นกิจของพระพุทธเจ้า เป็นประเพณีของพุทธวงศ์มิใช่ศากยวงศ์อีกแล้ว และตรัสพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธบิดาสำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระราชาทรงเข้าใจพุทธจริยาวัตรนั้นแล้วทูลนิมนต์ให้นั่งเสวยในพระมหาปราสาท
วัน ที่สองหลังเสวยแล้ว ตรัสพระธรรมเทศนายังพระน้านางมหาปชาบดีโคตมีให้บรรลุเป็นพระโสดาบันเช่นกัน ส่วนพระราชาทรงสดับอยู่ด้วยก็บรรลุเป็นพระสกทาคามี
วัน ที่สามพระราชาสดับพระธรรมอีกก็ได้บรรลุอนาคามิผล พระพุทธบิดาตรัสให้นางกำนัลไปเชิญพระนางพิมพาราชสุณิสามา พระนางไม่มาแต่ฝากความในใจ เช่น ความทุกข์ในการเป็นหม้าย และความสุขที่ทรงเคยได้รับจากพระสวามี เป็นต้น ให้นางกำนัลนำมากราบทูล พระพุทธบิดาก็ช่วยกราบทูลความจงรักภักดีและคุณความดีอื่นๆ ในที่สุดพระบรมศาสดาก็เสด็จไปยังห้องที่ทรงเคยบรรทม
พระ นางจูงพระราหุลกุมารเสด็จมา พลางร่ำไห้เข้ากอดข้อพระบาทแล้วรำพันถึงการรอคอยที่ยาวนาน และตัดพ้อชีวิตที่ไม่มีความสุขอย่างที่พวกพราหมณ์เคยทำนายไว้เลย
เมื่อสร่างโศกแล้ว พระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนาจันทกินนรชาดก จบแล้วอดีตพระอัครมเหสีได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน





ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

Bookmarks



(View-All สมาชิกที่ได้อ่านกระทู้นี้แล้ว : 84 (Set)
a317, AKAK, alpoman191, alvinncheron, anan jole, Anant_L, andy2520, aoomauj, apc, AUGUST ENTANEER, bandidsqn401, cantona_z, com678, ddman, design124, EterNalStaR, ilookked, jaturavit Srichua, jnok, jock1980, joni_buddhist, kamsai24, Krerk, littleyogi, mamoome, morijung_llsa, My Buddha, myammyaa, nabut001, nan-nang, nannan25438, Nathanarin Phanuphatharathanav, niempat, Nirankar, nut2005, octt, odie, pat21, piecake00, plamnelove, Poterio, promwihar, Ricky, sanbaz, Sati Nivarna, Skylab, spharm, sukh_anand, Sun_Kung, suphakorn09, suttip2, thaboo, tjs, undeath13, Vitphong, Xangel111, yod_pruksa, ZhaoYun, กิตติเมธี, คนวิเศษ, ดอกพุดซ้อน, ดุสิตบุรี, ธัมมะสามี, นาย เอ, ประสงค์พร, ผ้าเหมียว, พระมหาไผ่, พ่อออมสิน, มดดำน้อย, มหาพรหมราชา, ลูกแม่ปลีก, วิบูลย์ชัย, ศนิวาร, อภิปุณฺโณ, อำนวยกรณ์, อ้อออดี้, เฟลม, เวทนาขัน, โยไทย
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ ให้คะแนนกระทู้นี้
ให้คะแนนกระทู้นี้:

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +6 และเวลาในขณะนี้คือ 04:15 AM


พลังจิต | พระไตรปิฎก | เสียงธรรม | รูปภาพ | พจนานุกรม  | วัดไทย | คลิป | สารบัญเว็ป | หลวงพ่อฤาษีลิงดำ | อภิญญาหก | ฝึกสมาธิ
 
พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ | สมาธิ | แชท | เว็ปบอร์ด | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | Blog | | Google | แปลภาษา | SEO Hosting

vBulletin Copyright ©2000-2009 Jelsoft Enterprises Ltd. Search Engine Friendly URLs by vBSEO 3.6.1
Palungjit.com 1 April 2003 - 2013
Page generated in 0.92049 seconds with 12 queries