กลับไป   PaLungJit.org > พุทธศาสนา > พุทธศาสนา - ธรรมะ
Connect with Facebook
ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม ให้คะแนนกระทู้ เรียบเรียงคำตอบ
เก่า 13-06-2012, 06:32 PM   #1
สมาชิก
 
Gemini Saga's Avatar
 
วันที่สมัคร: Oct 2008
ข้อความ: 237
Groans: 0
Groaned at 0 Times in 0 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 511
ได้รับอนุโมทนา 446 ครั้ง ใน 130 โพส
พลังการให้คะแนน: 4783
Gemini Saga has a reputation beyond reputeGemini Saga has a reputation beyond reputeGemini Saga has a reputation beyond reputeGemini Saga has a reputation beyond reputeGemini Saga has a reputation beyond reputeGemini Saga has a reputation beyond reputeGemini Saga has a reputation beyond reputeGemini Saga has a reputation beyond reputeGemini Saga has a reputation beyond reputeGemini Saga has a reputation beyond reputeGemini Saga has a reputation beyond repute

มงคลสูตรคำกลอน


มงคลสูตรคำกลอน

ก่อนอื่นก็ขอบอกที่มาของ มงคลสูตรคำกลอนนี้ก่อนนะครับ มงคลสูตรคำกลอนนี้แต่งโดย พระวิสุทธิศีลาภรณ์ จล.วัดตันตยาภิรม ตรัง ประพันธ์ไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ และพิมพ์แจกในงาน ฉลองสมณศักดิ์ พระครูอรรถศาสน์วิจิตร เจ้าอาวาสวัดไตรสามัคคี อำเภอห้วยยอด ตรัง เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๐๓ (บทประพันธ์จะมีภาษาปักษ์ใต้อยู่บ้างครับและความหมายตรงไปตรงมา)
สองกรกุมสักการสมานจิต น้อมเศียรนึกถึงพระธรรมสามิสร์>>
อันสถิตที่สุขแสนแดนนิพพาน>>
ทั้งพระธรรมค้ำชูผู้วิสุทธิ์ รักษ์มนุษย์ให้มีสุขทุกสถาน>>
ทั้งพระสงฆ์ทรงศีลปิ่นธรรมญาณ ผู้สุขศานต์สืบศาสน์ไม่ขาดวัน>>
พระนามสามตามที่ฉันอัญชลี นี้คือศรีมงคลยิ่งและมิ่งขวัญ>>
ขอพระศรีตรัยรัตน์เป็นฉัตรชั้น ช่วยป้องกันสิ่งอุบาทว์ให้ปราศไป>>
ให้มวลหมู่มนุษย์ทั่วทุกทิศ ได้มีจิตกลับกลายสบายใหญ่>>
โปรดเชิญฟังมงคลอย่างสนใจ ตามกลอนไขที่ฉันจะบรรยาย>>
จะสาธกยกมงคลสูตรวิเศษสุ ในพระพุทธศาสนามาขยาย>>
เป็นคำกลอนชนังทั้งหญิงชาย เด็กอ่านได้ผู้ใหญ่อ่านดีมีสุขจริง>>
สมัยหนึ่งสมเด็จสรรเพชญ์พุท ประทับหยุด ณ อารามงามทุกสิ่ง>>
“เชตวัน” คืออารามนามเพราะพริ้ง สะอาดยิ่งวิหารห้องมองกุฎี>>
นายอนาถะบิณฑ์เสียสินสร้าง เป็นวัดกว้างใกล้กรุงสาวัตถี>>
ปรากฏเรื่องปรัมตามคัมภีร์ สิบสองปีที่เทวาและมนุษย์>>
ต่างถกเถียงแสดงหาถึงสาเหตุ อันพิเศษคือ “มงคล” ไม่สิ้นสุด>>
เถียงกันไปไม่พบคำธรรมยุติ ในที่สุดเกิดอุบาทว์ตัดญาติกัน>>
สามัคคีแตกทรามเป็นสามฝ่าย เกิดเรื่องร้ายแรงยิ่งแข็งขัน>>
ร้อนถึงเจ้าดาวดึงส์จอมเทวัญ ธ จึงบัญชาใช้ให้เทวา>>
ลงไปเฝ้าเจ้าธรรมพระสัมพุท ตัดวิรุธข้อคิดปริศนา>>
เทพบุตรรุดลงไปไม่รอช้า มุ่งตรงมา “เชตวัน” ในราตรี>>
ถวายบังคมบรมบาท มุนีนาถธรรมินทร์พระชินสีห์>>
ทูลเล่าเรื่องเคืองข้องหมองฤดี โปรดฉันทีตรัสมงคลสักหนเอย>>
ฝ่ายพระองค์ทรงในไตรสิก ยินเทวาถามเรื่องล้วนควรเปิดเผย>>
จึงตรัสออกโอฐเอื้อนอรรถตรัสภิเปรย ฟังเฉลย “เรื่องมงคล” แยบยลเทอญ>>
จงอย่าคบคนพาลน่ะท่านหนา จงคบแต่คนดีมีสรรเสริญ>>
บูชาผู้ควรบูชาพาเจริญ โปรดดำเนินตามนี้ศรีมงคล>>
คบคนพาลพาลพาไปหาผิ คบบัณฑิตท่านก็พาหากุศล>>
เป็นภาษิตเข้าแบบฟังแยบยล มีเหตุผลเข้าที่ควรวิจารณ์>>
คำว่าพาลนั้นแปลหลายแง่นัก แต่จะชักพอให้เห็นเป็นหลักฐาน>>
แปลโดยอรรถชัดว่าเป็นปราณ คำว่าปราณนั้นก็ได้แก่หายใจ>>
ผู้ใดมีชีวิตสถิตอยู่ แต่ไม่รู้ดีชั่วที่ตรงไหน>>
เพียงหายใจเข้าออกกรอกตาไป จักษุใหญ่คือปัญญาหาไม่มี>>
เป็นผู้ตัดประโยชน์โสตถิสุข เพิ่มแต่ทุกข์มากมายหลายวิถี>>
ยึดถือชั่ว มัวเมาเหมาว่าดี ปวงเมธีจึงเรียกขานว่าพาลชน>>
อันพาลชนคนชั่วโดยทั่วไป มีนิสัยกักขฬะอกุศล>>
คิดก็ชั่วพูดก็ชั่วตัวเป็นซน ประพฤติตนไม่ต้องตามคลองธรรม>>
ใจอิจฉาพยาบาทขาดเมตตา ปากชอบด่าคนเล่นเป็นของขำ>>
ตีนมือชอบที่สุดประทุษกรรม เรื่องระยำพร้อมในไตรทวาร>>
นี่เป็นสิ่งย่อ ๆ ส่อนิสัย ที่กล่าวไขให้เห็นเป็นมูลฐาน>>
เป็นเครื่องหมายไว้พินิจจริตพาล ตามหลักการคบหาสมาคม>>
เมื่อผู้ใดปรารถนาสัมมามิตร ควรพินิจพิเคราะห์ให้เหมาะสม>>
เพียงเห็นรูปฟังเสียงสำเนียงนิยม แล้วก็ชมว่าดีนั้นมิควร>>
ส่วนผู้ใดมีธรรมประจำจิต เรียกบัณฑิตน่าเลื่อมใสไปทุกส่วน>>
จะขอแปลความหมายไว้ตามควร ตามกระบวนแบบฉบับศัพท์บัณฑิต>>
บัณฑิตศัพท์ขับขยายง่ายๆว่า คนดีมีปัญญาก็ไม่ผิด>>
ทำสิ่งชอบรอบรู้ธุรกิจ ทุกชนิดที่กระทำเป็นสัมมา>>
งดเว้นกิจผิดกฎบทบัญญัติ ปฏิบัติสมแก่ชาติศาสนา>>
ดำรงตนด้วยดีชาญปรีชา ผิดชอบหาเหตุผลค้นวิจารณ์>>
กายวาจาสัมประยุตสุจริต เรื่องที่คิดก็ดีมีหลักฐาน>>
กรรมวิธีชี้ช่องต้องหลักการ สมกับท่านเรียกบัณฑิตชน>>
บัณฑิตชนคนดีที่ทั่วไป พึ่งทราบที่นิสัยใจกุศล>>
มีเมตตาอารีไม่วิกล มองดูคนเป็นคนตามผลกรรม>>
ไม่โลภลาภอาบจิตคิดประทุษ เพื่อนมนุษย์ มีแต่ชุบอุปถัมภ์>>
วาจาเด่นเป็นภาษิตไม่ผิดธรรม ล้วนแนะนำในประโยชน์โสตถิคุณ>>
กายกรรมทำการงานน้อยใหญ่ ไม่ไปก่อเรื่องให้เคืองขุ่น>>
ตัดทุกข์โทษยึดประโยชน์โสตถิคุณ เป็นนาบุญแก่ประชาสมาคม>>
นี่เป็นสิ่งย่อๆ ส่อจริต ของบัณฑิตอันสดชื่นไม่ขื่นขม>>
หากผู้ใดปรารถนาสมาคม จะชิ่นชมชอบจิตไม่คิดระอา>>
อันบิดารมารดาครูอาจารย์ อุปการเรามากหลายใช่มุสา>>
ทั้งพระสงฆ์พระธรรมพระสัมมา ควรบูชาอย่างยิ่งทุกสิ่งไป>>
เช่นเคารพนบไหว้ให้สิ่งของ อย่างถูกต้องด้วยจิตคิดเลื่อมใส>>
จงบูชาอย่าลบหลู่ปูชไนย จะยิ่งใหญ่สวัสดีมีมงคล>>
อีกนัยหนึ่งซึ่งจะตั้งสิ่งหลักฐาน เช่นสร้างบ้านเพื่ออาศัยในสถล>>
ต้องดูถิ่นให้ถูกแบบอย่างแยบยล เพื่อสบผลศรีสวัสดิ์วัฒนา>>
ถิ่นที่ดีมีคนชนชั่วน้อย ทั้งเรียบร้อยด้วยสถานการศึกษา>>
ทั้งใกล้วัดใกล้หมอพอหายา มารักษาได้ไม่ยากหากจำเป็น>>
ทั้งเพื่อนบ้านเล่าก็ดีอารีเอื้อ ช่วยแผ่เผื่อผลสุขคราวทุกข์เข็ญ>>
เชิญอยู่เถิดที่นี้มิลำเค็ญ จะร่มเย็นตลอดไปยอดมงคล>>
ประการหนึ่งซึ่งหญิงชายได้ชีวิต ไม่แผกผิดมนุษย์นี้มีกุศล>>
คือบุญกรรมเก่าก่อนไม่ร้อนรน อำนวยผลให้เกิดกายสบายใจ>>
ช้ำมาพบศีลธรรมของพระสัมพุทธ ประเสริฐสุดทุกครรลองแสนผ่องใส>>
มีรูปสวยรวยเสียงอันเกรียงไกร ทรัพย์ภายในสินภายนอกบอกญาติโยม>>
ผลเหล่านี้เป็นบุญกรรมทำไว้ก่อน จึงอวยพรให้ชาตินี้มีสุขโสมย์>>
แต่บางเหล่ามนุษย์ที่ทรุดโทรด เพราะขาดสมบุญไว้เองในเพรงกาล>>
ฉะนั้นขอมวลญาติที่มาดหมาย ความสบายจงสร้างบุญสุนทรสาร>>
จะเป็นยอดมงคลล้นทุกวาร แม้วายปราณก็สุขสมอารมณ์ดี>>
เราเกิดมาชาติหนึ่งพึงประกอบ แต่ความชอบให้มากมายหลายวิถี>>
ตั้งตนไว้ในศีลธรรมกอปรกรรมดี ถูกวิธีกรรมนิยมบรมครู>>
วางตัวดีมีคนมาปรนปรือ รับนับถือไม่ประสบความลบหลู่>>
ทุกคืนค่ำธรรมะจะค้ำชู ไร้ศัตรูเวรภัยทั้งใจกาย>>
การศึกษาพาคนให้พ้นยาก ยิ่งเรียนมากยิ่งมากสุขหลากหลาย>>
แต่อย่าทำตามที่รู้ครูห้ามไว้ ด้วยจะกลายเป็นยากนานเพราะการเรียน>>
เรียนอย่างเดียวเชี่ยวชาญทำงานคล่อง คนยกย่องทุกเวลาไม่พาเหียร>>
จัดเป็นศิลปะศาสตร์อย่าขาดเพียร หนุ่มแก่เรียนไว้เถิดเกิดมงคล>>
อีกวินัยหน้าที่มีระเบียบ ให้ราบเรียบเรียนรู้สู้ฝึกฝน>>
ไม่ฝ่าฝืนบัญญัติฝึกหัดตน โดยมุ่งผลดีงามความเจริญ>>
การพูดจาปราศรัยกับใครนั้น ต้องมุ่งมั่นในธรรมคำสรรเสริญ>>
ให้หวานมันมีเมตตาพาเพลิดเพลิน ชวนดำเนินน้อมนำทำกรรมดี>>
การพูดดีนั้นต้องมีใจดีด้วย จึงจะช่วยชักพาชูราศี>>
ถ้าพูดมากปากใสใจราคี ก็อัปรีย์ไม่ถูกต้องตามคลองธรรม>>
อีกบิดามารดาเจ้าพระคุณ ได้การุณย์ชูชุบอุปถัมภ์>>
เป็นพระพรหมของบุตรสุดสรรคำ มาร้องร่ำคุณเทียบเปรียบฟ้าดิน>>
ฉะนั้นเราเหล่าบุตรธิดาท่าน เมื่อทราบสารฉันนี้อย่าติฉันท์>>
จงบำเรอสนองคุณบุญระบิล ให้ท่านภิญโญยิ่งสิ่งจำนง>>
คุณความดีที่บำรุงผู้เกิดเกล้าฯ ทุกค่ำเช้าสวัสดีอานิสงส์>>
ถ้าท่านตายวายปราณรานชีพลง ทำบุญส่งเป็นนิตย์อุทิศไป>>
หากเราเป็นบิดามารดาเขา อย่าดูเบาปล่อยลูกให้เหลวไหล>>
ต้องสงเคราะห์ตามหน้าที่ด้วยมีใจ การุณย์ให้บุตรดีมีวิชา>>
ทั้งความชั่วมัวหมองเรื่องจองเวร เป็นหลักเกณฑ์ห้ามทำตามประสา>>
ทรัพย์สมบัติที่สร้างสมอบรมมา ถึงเวลามอบให้ได้ตามสมควร>>
หญิงชายใดที่รักกันฉันท์เมียผัว อย่าทำชั่วผิดกามตามพระสอน>>
จงสัตย์ซื่อถือความตามกระบวน ทุกสิ่งล้วนสงเคราะห์กันฉันท์ผัวเมีย>>
เกิดเป็นคนต้องทำการงานทั้งหลาย อย่าปล่อยให้อากูลจะสูญเสีย>>
อย่าทิ้งขว้างส่ำส่อนจะอ่อนเพลีย เมื่องานเสียก็ยุบยับอัปมงคล>>
อยากมีเงินต้องทำงานโบราณกล่าว อย่างอเท้ามือง้อขอแต่ผล>>
ทำเหตุดีผลดีมีแก่ตน ทำเหตุชั่วกลั้วผลที่ข้นแค้น>>
ถ้างานดีเงินดีเป็นศรีหน้า ไปไหนมาคล่องกายสบายแสน>>
ขอพี่น้องทุกผู้อย่าดูแคลน เกรงยากแค้นจงทำงานอย่าคร้านนา>>
การให้ทานคืองานเสียสละ เปลื้องจิตตระหนี่แน่นตังแผ่นผา>>
งานแผ่เผื่อเจือจานการศรัทธา เป็นมหามงคลชนนิยม>>
ชั้นของทานท่านแบ่งแสดงความ แจกเป็นสามตามประเภทมีเหตุสม>>
ประเภทหนึ่งคือทานมีนานนม เป็นประถมวัตถุทานการแบ่งปัน>>
เช่นให้เงินให้ทองผองเสื้อผ้า สวนไร่นาข้าวน้ำตามจัดสรร>>
แก่มิตรญาติศาสนาสารพัน โดยมุ่งมั่นประโยชน์สุขทุกสิ่งไป>>
อันคนดีทรัพย์น้อยพลอยได้พึ่ง เหมือนน้ำบึงน้ำบ่อพออาศัย>>
ฝ่ายคนชั่วมั่งมีตระหนี่ใน ดื่มไม่ได้น้ำสมุทรมันสุดเค็ม>>
ประเภทสองเลิศล้ำธรรมทาน เหมือนอาจารย์ที่ดีท่านมีเข็ม>>
คอยประสิทธิ์วิทยาน่าปรีเปรม ให้ศิษย์เต็มวิทยาวิชาการ>>
ชี้ข้อผิดข้อถูกปลูกจริต ให้ละผิดประพฤติดีมีหลักฐาน>>
ทานข้อนี้เรียกซ้ำธรรมทาน ชนะการบริจาคอื่นมากมาย>>
ประการสามงามใจอภัยทาน เป็นทานในใจประหารชั่วทั้งหลาย>>
โลภโกรธหลงลามากใจรกร้าย ระงับได้ด้วยจิตคิดให้อภัย>>
ไม่อิทฉาพยาบาทอาฆาตโกรธ ลุแก่โทษเมื่อผิดแม้แก่ผู้ไหน>>
หรือผู้ใดประทุษกรรมทำเราไซร้ เราก็ไม่โทโสโหสิกรรม>>
อีกอย่างหนึ่งใครใจกุศล อยากสับผลบุญชูอุปถัมภ์>>
ด้วยจิตเจตน์ยั้งยึดประพฤติธรรม ทุกค่ำเช้าอบรมบ่มปัญญา>>
ไม่อาสัตย์ปฏิบัติเป็นสัจจะ ไม่หลวมหละให้คนบ่นกังขา>>
อย่าทำเล่ห์หลอกลวงปวงประชา ให้สักการะรักจักตกตม>>
ผลขี้กาเมื่อสุกลูกแดงดี ภายในผีเหลวหมดรสก็ขม>>
เฉกคนบ่อนชาวบ้านมารสังคม หลอกคนงมโง่ให้หลงว่าทรงญาณ>>
ฉะนั้นขอชาวบ้านท่านชาววัด ปฏิบัติธรรมรักษ์ตรงหลักฐาน>>
จะผิดชอบชั่วดีมีหลักการ ก็ว่าขานกันตามตรงเกิดมงคล>>
ข้อต่อไปหญิงชายได้ทรัพย์แล้ว ย่อมผ่องแผ้วเอิบอาบในลาภผล>>
อย่าตระหนี่เหนียวสินกินแต่ตน เจือลาภผลแก่ญาติบ้างทางเจริญ>>
เห็นงานใดพอหนุนจุนชีวิต เมื่อไม่ผิดศีลธรรมคำสรรเสริญ>>
อย่าละอายให้ขยันหมั่นทำเทอญ จะเพลิดเพลินให้มงคลไม่จนเลย>>
ความชั่วช้าพาตัวให้ชั่วช้า เรียกกันว่า “บาปกรรม” นำเฉลย>>
เช่นเวรห้ามฆ่าสัตว์เป็นต้นเอย เราเฉยเมยเสียบ้างเป็นทางคุณ>>
ถ้าจะทำกรรมบาปบางคาบนั้น คิดให้ถ้วนครวญให้ครันอย่าหันหุน>>
หากงดได้เด็ดขาดปราถน์แต่บุญ ไม่ขาดทุนมีแต่ชอบกอบกำไร>>
ศีลข้อห้าสุราแปลว่าเหล้า ดื่มแล้วเมาเกเรเถลไถล>>
รวมของเมาอย่างอื่นดาษดื่นไป ทั้งเมรัยกัญชาก็ขาเมา>>
จะขอพูดเรื่องเหล้าเจ้าพารา ดวงยิหวาประดางานการเราเขา>>
งานมงคลทั้งหมดซดน้ำเมา ทั้งงานเผางานผีมีสุรา>>
ทั้งงานบ้านงานวัดจัดสนุก บางหัวซุกหัวซ่อนนอนกับหมา>>
ทั้งงานราษฎร์งานรัฐจัดสภา ต้องสุราร่วมรักสามัคคี>>
หากงานใดไร้เหลาเข้ามาซด คนทั้งหมดมักพูดว่าหมดราศี>>
งานไม่ใหญ่เพื่อนก็น้อยกร่อยสิ้นดี เกลียดงานนี้ที่สิ้นกลิ่นสุรา>>
อันความจริงข้อนี้มีมานาน ไม่ใช่ฉันเสกสรรเพื่อหรรษา>>
และมิได้หมายหมาดประกาศด่า แต่ยกมาให้พี่น้องลองวิจารณ์>>
จงวิจัยในดวงจิตคิดเป็นกลาง ให้ชอบทางเหตุผลกุศลสาร>>
คนดีๆ ที่เหล้าเป็นเจ้าการ กลายเป็นมารสังคมมีถมไป>>
งานก็เสียลูกก็เศร้าทุกเช้าค่ำ ปัญญาต่ำกำลังลดหมดแจ่มใส>>
ที่กำลังเมามายสบายใจ บ้างทำใหญ่พูดจาไม่น่าฟัง>>
สรุปความตามกลอนกล่าวข้างต้น ว่าทุกคนที่สุราพาให้ขลัง>>
ย่อมเกิดโทษก่อวิวาทขาดสัจจัง จนกระทั่งตนตายก็หลายคน>>
จึงพระพุทธสุทธิ์วิเศษท่านเมตตา เทศนาเตือนตักชักเหตุผล>>
ว่าสุราพาเพลียเสียมงคล ขอปวงชนอย่าเขลาเมาเช้าเย็น>>
ที่ยังอยากปากกล้าสุราบาน ดื่มบางกาลไม้ให้ผิดข้อคิดเห็น>>
มีสติคอยระมัดวิรัตเวร ก็ถูกเกณฑ์เป็นมงคลผลสำรวม>>
มงคลข้อต่อไปนี้เรื่องใหญ่มาก พูดลำบากพากย์เป็นเพลงเกรงหละหลวม>>
ไม่ประมาทในธรรม “คำก้ำกวน” จะรวบรวมอธิบายพอได้ความ>>
“ความประมาท” แปลว่า “ขาดสติ” จะดำริพูดทำกรรมทั้งสาม>>
พฤติกรรมไตรทวารการณ์ไม่งาม มักผลีผลามพลั้งพลาดขาดวิจารณ์>>
จะได้ดีได้ชั่วก็ตัวเรา มีทุกข์เศร้าหรือสุขสนุกสนาน>>
ไม่ใช่ผลแห่งกรรมธรรมประทาน แต่เหตุการณ์เหล่านี้มักมีเอง>>
ผู้ใดคิดชนิดนี้มีประมาท เหมือนประกาศกลโกงอันโฉงเฉง>>
เพราะความจริงบาปกรรมน่ายำเยง ทั้งบุญเพรงก็เป็นธรรมนำสบาย>>
อันบาปกรรมระยำแท้แม้หน่อยนิด อย่าพึงคิดว่าน้อยจะบอกให้>>
ดูหมิ่นบาปเหมือนหมิ่นกับชิ้นไฟ ไฟอาจไหม้หมดสิ้นทั้งดินดล>>
ส่วนบุญกรรมทำดีที่เราก่อ อย่าคิดท้อว่าทำไปไม้มีผล>>
ถึงทำน้อยถ้าบ่อยเหมือนฝอยชล ย่อมพาตนล้นเปี่ยมเรียมใจกาย>>
ฉะนั้นหนอขอท่านที่อ่านพบ อย่าหลู่ลบประมาทธรรมทั้งหลาย>>
“ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย” พระตรัสไว้เป็นคติจิรังกาล>>
“ไม่ประมาทเป็นมงคลยอดผลบุญ” คือธรรมหนุนสร้างสุขทุกสถาน>>
“อย่าประมาท” พระตรัสไว้ใกล้นิพพาน จะโศกนานถ้า “ประมาท” ทุกชาติไป>>
เกิดเป็นคนควรสังคมชมรมรัก ด้วยตระหนักในจิตคิดเลื่อมใส>>
คือให้เกียรติแก่คนชนทุกวัย หรือสิ่งใดมีคุณค่าน่าเคารพ>>
จงเคารพอบรมบ่มนิสัย กายละไมใจละมุลหนุ่นขนบ>>
จะเป็นที่ต้องใจเมื่อใครพบ ก็อยากคบเพราะเขาเห็นเป็นมงคล>>
จงถ่อมตัวทำตนเป็นคนเจียม สงบเสงี่ยมไม่จองหองหรือพองขน>>
ย่อมเป็นที่สรรเสริญเจริญชนม์ เกิดมงคลมิตรไมตรีดีกว่าพาล>>
ความยินดีสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่หดหู่โลภนักทำหักหาญ>>
คือสันโดษสุจริตในกิจการ พึงโปรดปรานทรัพย์ที่ตนผลิตผลทำ>>
กตัญญูรู้คุณคนจุนเจือ ใครเคยเกื้อเคยชุบอุปถัมภ์>>
กตเวทีตอบให้ชอบธรรม ปฏิกรรมดูดดื่มไม่ลืมคุณ>>
การฟังเทศน์ฟังธรรมตามสมัย ซักฟอกให้ถอนกิเลสเหตุเคืองขุ่น>>
ย่อมได้ทั้งปัญญาจิตการรุณย์ เป็นทางบุญมงคลวัฒน์สวัสดี>>
การเกิดมาเป็นมนุษย์สุดลำบาก เป็นอยู่ยากหากจะคิดให้ถ้วนถี่>>
ต้องสู้ทนผจญทุกข์หลายวิธี ทุกชีวิตต้องสู้ทนผจญไป>>
ทนลำบากตรากตรำทำการงาน เพื่อเลี้ยงท่านเลี้ยงตนคนน้อยใหญ่>>
ทนต่อความเจ็บช้ำระกำใจ ทนโรคภัยนานาสารพัด>>
ความอดทนภาษาธรรม์เรียก “ขันติ” เป็นธรรมผลิมงคลนำคำพระตรัส>>
งานทั้งหลายฝ่ายดีพระชี้ซัด จะวิวัฒน์สุขสนองต้องทนทำ>>
ความเป็นคนสอนง่ายไม่อวดดี ต่อผู้ชี้ความผิดคิดถลำ>>
ไม่ดื้อด้านทานทัดขัดเคืองคำ ไม่กระด้างห่างผู้พร่ำสอนเรา>>
เกิดเป็นคนจะสอนคนสอนตนก่อน ถ้าถูกสอนอย่าทำค้อนคำสอนเขา>>
จะติเขาหรือเขาติจงติเรา จะโกรธเขาหรือเขาโกรธดุโทษตัว>>
เมื่อตาดูหูฟังชั่งใจคิด เห็นชอบผิดละผิดกิจที่ชั่ว>>
ที่คำชอบประกอบเกียรติอย่าเกลียดกลัว น้อมจิตตัวประพฤติตามจะงามครัน>>
การได้เห็นภิกษุสมณะ ผู้ซึ่งละกามกิจจิตไม่หวั่น>>
ปฏิบัติชอบตรงจิตทรงธรรม์ การเห็นนั้นย่อมประเสริฐเกิดมงคล>>
อนึ่งใครใจต้องการศาสนติสุข สงบทุกข์รุมใจให้ได้ผล>>
หรือเกิดข้อขัดข้องหมองกมล หรือมุงผลเรียนร่ำธรรมวิชาน>>
หรือทบทวนความรู้มีอยู่เดิม หรือเพิ่มเติมสิ่งแปลกให้แตกฉาน>>
เชิญชุมนุมสนทนาวิชาการ ตามโอกาสธรรมประสานสามัคคี>>
พูดถึงการสนทนาวิสาสะ ถกธรรมมะมักเกิดพลาดการร้อนจี้>>
ธรรมละลายกลายเป็นมวยซวยสิ้นดี เรื่องขันติเป็นขันแตกแปลกแต่จริง>>
ควรประจักษ์นักธรรมคำที่พูด อย่ากราวรูดพูดพร่ำทำสุงสิง>>
พูดแต่น้อยฟังมากหากท้วงติง จงอ้างอิงติงต่อพอหวานมัน>>
เพียงเป็นเครื่องลื่นหล่อข้อธรรมมะ มิใช่จะโต้เถียงเยี่ยงแข่งขัน>>
ก็จะเกิดมงคลผลอนันต์ เกื้อกูลปัญญายงคงแก่เรียน>>
การบำเพ็ญตบะละกิเลส พฤติเหตุเผาตัณหาพาเกษียณ>>
ขันติธรรมล้ำเลิศประเสริฐเพียร เป็นทางเธียรปฏิบัติตัดโลกีย์>>
การประพฤติพรหมจรรย์นั้นอย่างเอก เป็นสัลเลขขัดกิเลสเหตุหมองศรี>>
เช่นรักษาศีลสัตย์กัตเวที มีปราณีเมตตามั่นในสันดาน>>
หรือละเพศคฤหัสถ์ตัดเมถุน บำเพ็ญคุณในธรรมกรรมฐาน>>
ศีลสมาธิปัญญาสมาจาร มุ่งนิพพานพึ่งนิยมพรหมจรรย์>>
สิ่งประเสริฐทั้งสี่อริยสัจ พระพุทธตรัสรู้เห็นเบญจขันธ์>>
ล้วนทุกข์เข็ญเวรภัยไปทั้งนั้น เกิดแก้ตายเวียนว่ายกันทุกวันไป>>
เหตุตัณหากล้าหาญทยานอยาก โลภลาภมากราคจริตจิตหลงใหล>>
จงเห็นแจ้งแทงตลอดปลอดโปร่งใจ ในพระไตรลักษณาปัญญาญาณ>>
ปลงปัญญาเห็นอริยสัจ รู้แจ้งชัดในธรรมกรรมฐาน>>
ตัดถอนตัณหาอวิชชาอุปาทาน ข้ามสงสารถึงวิสุทธิ์โลกอุดร>>
จิตผู้ใดไม่หวั่นไหวไม่โศกเศร้า เมื่อคราวประสบทุกข์หรือสุขถอน>>
เช่นลาภยศสรรเสริญเจริญพร ทำยอกย้อนย่อยยับกลับเจริญ>>
เจริญลาภอาบยศปรากฏสุข เรื่องสนุกคำสนองพร้องสรรเสริญ>>
อย่ายินดีปรีดาออกหน้าเกิน หากทำเมินเฉยได้ก็ให้คุณ>>
ถ้าเลื่อมลาภเสื่อมยศหมดความสุข ก็อย่าทุกข์ให้เกินการณ์มานหมองขุ่น>>
ทำจิตเป็นอุเบกขามาเจือจุน รีบปัดฝุ่นให้ใจปลดหมดธุลี>>
เมื่อจิตเราไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ก็เกิดกรรมปรีดิ์เปรมเกษมศรี>>
ความเกษมแห่งจิตปลิดราคี เกิดความดีอุดมยิ่งมิ่งมงคล>>
มงคลมิ่งยิ่งอุดมสามสิบแปด เหมือนแสดงแดดส่องหล้าสถาผล>>
ท่านผู้ใดใจใคร่ฝ่ายมงคล โปรดทำตนตามคำพระสัมมาฯ>>
จะเกิดสุขทุกสถานทุกบ้านช่อง สิ่งที่ปองสมมาดปรารถนา>>
ทั้งทุกข์โศกโรคน้อยใหญ่ภัยนานา ปวงอาชญาไม่ย่ำยีไม่มีมาร>>
ชนเหล่าใดใฝ่ทำมงคลนี้จะ ถึงความสวัสดีทุกสถาน>>
เพราะอุดมมงคลผลตระการ ทุกวันวารศานติสุขหมดทุกข์เอย.>>
ที่มา:หนังสือที่ระลึกในการพระราชทานเพลิงศพ พระวิสุทธิศีลาภรณ์ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๒>>

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Gemini Saga : 14-06-2012 เมื่อ 12:31 PM
ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
sponsor links
ตอบ

Bookmarks



(View-All สมาชิกที่ได้อ่านกระทู้นี้แล้ว : 19 (Set)
Apotamkin, biggirlkung, boyz5, burkut, cfour1234, foresta, Gemini Saga, hnai, kanious11, krookung, Rek, rungdao, tanin2507, teelor, TO-9198, weerawar, พระบอย ธีร, มหานที, รักษ์สยาม
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ ให้คะแนนกระทู้นี้
ให้คะแนนกระทู้นี้:

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +6 และเวลาในขณะนี้คือ 10:55 AM


พลังจิต | พระไตรปิฎก | เสียงธรรม | รูปภาพ | พจนานุกรม  | วัดไทย | คลิป | สารบัญเว็ป | หลวงพ่อฤาษีลิงดำ | อภิญญาหก | ฝึกสมาธิ
 
พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ | สมาธิ | แชท | เว็ปบอร์ด | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | Blog | | Google | แปลภาษา | SEO Hosting

vBulletin Copyright ©2000-2009 Jelsoft Enterprises Ltd. Search Engine Friendly URLs by vBSEO 3.6.1
Palungjit.com 1 April 2003 - 2013
Page generated in 0.38372 seconds with 14 queries