กลับไป   PaLungJit.org > พุทธศาสนา > พุทธศาสนา - ธรรมะ
Connect with Facebook

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม ให้คะแนนกระทู้ เรียบเรียงคำตอบ
เก่า 09-07-2013, 03:01 PM   #1
สมาชิก
 
ผ่อนกรรม's Avatar
 
วันที่สมัคร: Feb 2011
สถานที่: อยู่ที่ใจ
ข้อความ: 96
Groans: 0
Groaned at 2 Times in 2 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 527
ได้รับอนุโมทนา 392 ครั้ง ใน 92 โพส
พลังการให้คะแนน: 72
ผ่อนกรรม is just really niceผ่อนกรรม is just really niceผ่อนกรรม is just really niceผ่อนกรรม is just really niceผ่อนกรรม is just really nice

ใช้ธรรมะ...กำจัดความยากจน


ใช้ธรรมะ กำจัดความยากจน และพุทธวิธีสร้างความร่ำรวย

ความยากจน โดยทั่วไปจะหมายถึง ความยากจนที่วัดกันที่ระดับรายได้

หรือฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคลว่ามีรายได้ไม่เพียงพอ หรือมีรายได้ต่ำกว่า

มาตรฐาน คุณภาพชีวิตขั้นต่ำที่ยอมรับในแต่ละสังคม

ครอบคลุมถึงการขาดโอกาสด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล

และโอกาสอื่นในการพัฒนาคน การไร้ซึ่งอำนาจ การขาดสิทธิขาดเสียง

ตลอดจนการตกอยู่ในความเสี่ยงและความหวาดกลัว มีปราชญ์โบราณได้

จำแนกประเภทของความยากจนไว้ดังนี้

1. จนทรัพย์ ไม่มีเงินใช้
2. จนตรอก ไม่มีทางไป
3. จนใจ ไม่มีทางคิด
4. จนแต้ม ไม่มีทางเดิน
5. จนมุม ไม่มีทางหนี
6. จนปัญญา หาทางออกไม่มี


และมีวิธีแก้ไขอย่างน่าสนใจว่า

จนเพราะไม่มี ขัดข้องขัดสน แก้ที่เศรษฐกิจ

จนเพราะไม่พอ ถมไม่เต็ม พร่องอยู่เป็นนิตย์ แก้ที่ใจ

จนเพราะไม่เจียม ไม่กตัญญู ต้องรู้ประมาณตน

จนเพราะไม่จำ ขาดสำนึก คิดแต่แก้ตัว ต้องแก้ไขที่ตน

การที่จะใช้ธรรมะแก้ปัญหาความยากจนนั้น ต้องปฏิบัติตามหลักอริยสัจ

คือ ต้องวิเคราะห์ไปถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ซึ่งมีหลักใหญ่ ๆ

2 ประการ คือ

สาเหตุภายนอก และสาเหตุภายใน เมื่อทราบประเด็นแล้วจึงหาวิธีการแก้ไข

ให้สอดคล้อง

ซึ่งหลักธรรมสำหรับแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น ได้แก่

1. หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 คือ การรู้จักขยันหมั่นเพียรและรู้จักรับผิชอบ

ในการประกอบสัมมาชีพ รู้จักอดออมใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น

คบเพื่อนที่ดี และเป็นอยู่อย่างเหมาะสม กับฐานะทางเศรษฐกิจของตน

2. หลักมัชฌิมาปฏิปทา คือ เดินทางสายกลางในการเลี้ยงชีวิต

ตามความพอดีกับความสามารถและฐานะของตน

3. หลักปัจจัยปัจจเวกขณะ คือ การพิจารณาปัจจัย 4 ก่อนบริโภค

โดยใช้ปัญญา พิจารณาว่าสิ่งใดมีประโยชน์และจำเป็นต่อการดำรงชีวิต

สิ่งใดไม่มีประโยชน์และไม่จำเป็น ไม่หลงติด อยู่กับรูป สี สัณฐาน ค่านิยม

แต่เน้นที่คุณค่าและความจำเป็นต่อการดำรงชีพเป็นสำคัญ

4. เว้นจากอบายมุข คือ สุรา ยาเสพติด เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการละเล่น

คบคนชั่ว และเกียจคร้านในการทำงาน อันเป็นต้นเหตุแห่งความหายนะของ

ทรัพย์สินและชีวิต

5. ปัญญา คือ การดำเนินชีวิตโดยใช้ปัญญานำในการแยกแยะดีชั่ว

สิ่งที่จำเป็น ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต หลีกเลี่ยงจากเหตุที่จะทำให้ตนและ

ครอบครัวหายนะ หมั่นพัฒนาตน และคนในครอบครัว ตลอดทั้งอาชีพ

หน้าที่การงาน ฐานะเศรษฐกิจและสังคมให้ มีความมั่นคงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

โดยยึดหลักของสัมมาชีพเป็นบรรทัดฐาน

6. หลักกุลจิรัฏฐตธรรม 4 ประการ คือ

- รู้จักแสวงหาของที่หายไปแล้วหรือหามาทดแทน

- รู้จักซ่อมแซมของเก่าที่ชำรุดเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

- รู้จักประมาณในการกินการใช้

- ผู้ที่จะเป็นผู้นำครอบครัวต้องเป็นผู้มีศีลธรรม

ปัญหาความล่มสลายของครอบครัวที่เกิดจากการไม่รู้จัก

รักษาทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ เมื่อหายไปแล้วก็ไม่รู้จักแสวงหา

หรือหามาทดแทน ของที่ชำรุดพอที่จะนำกลับมาซ่อมแซมเพื่อใช้ใหม่ได้

ก็ไม่ทำ ตั้งท่าจะซื้อใหม่อย่างเดียว การไม่รู้จักกินไม่รู้จักใช้

และผู้นำครอบครัวไม่มีศีลธรรม ประกอบ

มิจฉาชีพ มีความประพฤติที่ไม่ดี ติดอยู่ในอบายมุข เป็นต้น เป็นสาเหตุที่

ทำให้ครอบครัวหรือตระกูลที่ มั่งคั่งตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งเราจะพบเห็นปัญหานี้ได้ทั่ว

ไปในสังคมไทย เพราะฉะนั้นหลักธรรมทั้ง 4 ประการนี้

สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

7. จักร 4 มรรคาแห่งความเจริญรุ่งเรืองของครอบครัว

- ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในถิ่นที่ดีมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

- สัปปุริสูปัสสยะ คบคนดีมีความสัตย์

- อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ (การมีศีล จิตมีธรรม)

- ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว คือได้สร้างสมคุณ

ความดี เตรียมพร้อมไว้แต่ต้น

ทั้ง 4 ประการนี้ เป็นหลักธรรมที่ส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจของคนได้เป็น

อย่างดี

ในขณะเดียวกันยังเป็นหลักที่ป้องกันปัญหาอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับครอบครัว

ด้วย ตัวอย่างเช่น การอยู่ในประเทศที่ดี มีความเหมาะสมทั้งสิ่งแวดล้อมและ

บุคคล จะช่วยป้องกันปัญหายาเสพติด การพนันได้ เป็นต้น

พุทธวิธีสร้างความร่ำรวย กำจัดความยากจน

หลักคิดในการทำงานสร้างฐานะความมั่งคั่งของอภิมหาเศรษฐีคนหนึ่ง คือ

1. ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

2. ตายเสียดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้ และ

3. ตายเสียดีกว่าละทิ้งหน้าที่

กลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจที่ลึกกว่านั้น คือ "ไม่เหมือนใคร" "ไม่หยุดอยู่กับที่"

และ "พร้อมจะเปลี่ยนแปลง" รวมทั้งมีปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จ

ทางธุรกิจอันได้แก่

- ความกล้าในการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว กล้าทดลองลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ

ขณะเดียวกัน ก็กล้าที่จะปรับทิศทางธุรกิจในเครือในจังหวะที่เหมาะสม

- ความเป็นนักเจรจา ความกว้างขวางในการสร้างพันธมิตร บริหารสายสัมพันธ์

จนสามารถประสานกับทุกฝ่ายอย่างลงตัว

- วิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้อง พร้อมกับกำหนด

กลยุทธ์ ได้ตรงกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สูตรเศรษฐี หรือ "คาถาหัวใจเศรษฐี" ที่พระพุทธเจ้าประทาน คือ อุ อา

กะ สะ ซึ่งมีความหมายดังนี้

1. อุ = อุฏฐานสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยความหมั่น ได้แก่ ขยันหมั่นเพียร

ประกอบการงาน หาเลี้ยงชีพในทางสุจริต หนักเอาเบาสู้ ไม่เกียจคร้าน

สันหลังยาว เอาแต่นอนเอาแต่เที่ยวเล่น ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปเปล่า ๆ

เป็นต้น ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน

2. อา = อารักขสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยการรักษา ได้แก่ การรู้จักคุ้มครอง

และรักษาโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความหมั่นเพียร โดยชอบธรรมด้วยความ

สุจริตนั้น ไม่ให้เป็นอันตราย สูญหายไปโดยทางไม่สมควร เป็นต้น

3. กะ = กัลยาณมิตตตา คือ การคบหาคนดีเป็นมิตร ได้แก่ การรู้จัก

เลือกคบคนดี ไม่เอาอย่างในทางเสื่อมเสียของเพื่อน เมื่อเพื่อนชักจูงไปใน

ทางเสื่อมเสียก็ไม่ใจอ่อนคล้อยตาม เป็นตัวของตัวเองในทางที่ถูกต้อง เป็นต้น

4. สะ = สมชีวิตา คือ การเลี้ยงชีวิตแต่พอดี ได้แก่ การรู้ประมาณรายรับ

และรายจ่ายของตน ไม่ให้ฝืดเคืองจนลำบาก ไม่จ่ายมากจนเป็นหนี้ ดำเนิน

ตามหลัก "มัชฌิมา" คือไม่ตึง จนเดือดร้อน และไม่หย่อนจนตกเป็นทาส

ทุกวันนี้สินค้า "ส่วนเกินของชีวิต" มีมาก ต้องมีปัญญาประกบ

ความคิดด้วย ต้องแยกให้ออกว่าอะไรเป็นสิ่งบำรุง ? อะไรเป็นสิ่งบำเรอ ?

อะไรจำเป็นหรือไม่จำเป็นแก่ ชีวิต ? เป็นต้น ถ้ามีแต่ความคิดความขยันหา

เงินเก่ง แต่ขาดปัญญาที่จะช่วยวินิจฉัยว่าสิ่งใดควรหรือสิ่งใด

ไม่ควร ? ชีวิตนี้ก็จะถมไม่รู้จักเต็ม หาเงินกันจนตายก็ไม่พบความสุข หรือมี

เงินมากมายเท่าไรก็ไม่พบ

ความสุข มะเร็งร้ายในสังคมปัจจุบันคือ การใช้ของเงินผ่อน หรือใช้สิ่งที่ไม่

ควรจะใช้ หรือไม่มีความจำเป็น

ต้องใช้ แต่เพราะเห็นว่าเพื่อนบ้านเขามีใช้ เกรงว่าจะน้อยหน้าเขา ก็จำต้องมี

ต้องใช้ตามเขาไป การประหยัด

ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำให้ได้ และปลูกฝังให้ลูก ๆ เกิดค่านิยมให้ได้ ควร

จะแนะนำและทำให้ดูเสียแต่ลูก

ยังเล็ก ๆ เพราะไม้อ่อนย่อมดัดง่ายอยู่แล้ว จากการปฏิบัติตามพุทธวจนะด้วย

การเว้นอบายมุขทุกชนิด

ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปเปล่า ๆ เราก็พอมีกินมีใช้ ไม่ต้องเป็นหนี้ใคร

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความรู้จักพอเป็นยอดทรัพย์ คนส่วนใหญ่จนเพราะไม่รู้จัก

คำว่า "พอ" ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล

จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ ต้องคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ

คนที่มีความสุขในชีวิตต้องเป็นคนรู้จักพอ หมายถึงว่า

"ความพอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ทำ" ใครไม่มีสิ่งที่ตัวชอบก็ต้องชอบสิ่งที่ตัว

มี ภาษิตฝรั่งว่า "นกตัวเดียวในกำมือ ดีกว่านกสองตัวบนต้นไม้"

คนไทยทุกวันนี้น่าเป็นห่วง คือ หลงวัตถุนิยมกันมาก ได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ

ทำให้ต้องขวนขวายดิ้นรนจนหน้าดำคร่ำเครียด เบียดเบียนกันเพื่อให้ตัวเองได้

สิ่งต่าง ๆ มาเพื่อจะได้พ้นจากคำครหาว่า "จน"

ดังนั้นขออันเชิญพระราชดำรัสบางส่วนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่อง

เศรษฐกิจพอเพียง ทรงได้มีพระมหากรุณาธิคุณอธิบายถึงคำว่า "พอเพียง"

หมายถึง "พอมีพอกิน" ไว้ดังนี้

" . . . พอมีพอกิน ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอกิน

ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี . . . พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มี

กิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้แต่ว่าพอ . . . ถ้าคนเราพอใจในความ

ต้องการมันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนผู้อื่นน้อย ถ้า

ประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า

พอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะ

มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอ

ประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง"



ที่มา: http://meesara.igetweb.com/?sync=true
ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
sponsor links
เก่า 15-07-2013, 12:59 PM   #2
สมาชิก
 
Aunyadham's Avatar
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
สถานที่: ประชาชื่น 16
ข้อความ: 377
Groans: 47
Groaned at 6 Times in 6 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 383
ได้รับอนุโมทนา 540 ครั้ง ใน 263 โพส
พลังการให้คะแนน: 181
Aunyadham has a reputation beyond reputeAunyadham has a reputation beyond reputeAunyadham has a reputation beyond reputeAunyadham has a reputation beyond reputeAunyadham has a reputation beyond reputeAunyadham has a reputation beyond reputeAunyadham has a reputation beyond reputeAunyadham has a reputation beyond reputeAunyadham has a reputation beyond reputeAunyadham has a reputation beyond reputeAunyadham has a reputation beyond repute

มีประโยชน์โดยแท้
ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

Bookmarks



(View-All เฉพาะที่เป็นสมาชิกที่ได้อ่านกระทู้นี้ ตั้งแต่ 22-08-2013, 05:51 PM (Set) (Clear)
kritsada587, tanyaty, tityskill
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ ให้คะแนนกระทู้นี้
ให้คะแนนกระทู้นี้:

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้


LinkBacks (?)
LinkBack to this Thread: http://board.palungjit.org/f10/%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0-%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%99-503841.html
ถูกเขียนโดย For Type วันที่
พลังจิต เว็บพระพุทธศาสนา ( ย้ายมาที่ PALUNGJIT.ORG ) ธรรมะ พระไตรปิฎก ลึกลับ อภิญญา วิทยาศาสตร์ทางจิ This thread Refback 10-07-2013 04:46 AM


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +6 และเวลาในขณะนี้คือ 11:58 PM


พลังจิต | พระไตรปิฎก | เสียงธรรม | รูปภาพ | พจนานุกรม  | วัดไทย | คลิป | สารบัญเว็ป | หลวงพ่อฤาษีลิงดำ | อภิญญาหก | ฝึกสมาธิ
 
พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ | สมาธิ | แชท | เว็ปบอร์ด | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | Blog | | Google | แปลภาษา | SEO Hosting

vBulletin Copyright ©2000-2009 Jelsoft Enterprises Ltd. Search Engine Friendly URLs by vBSEO 3.6.1
Palungjit.com 1 April 2003 - 2013
Page generated in 0.17156 seconds with 12 queries