กลับไป   PaLungJit.org > พุทธศาสนา > บทสวดมนต์ - คาถา
Connect with Facebook

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม ให้คะแนนกระทู้ เรียบเรียงคำตอบ
เก่า 11-07-2010, 09:53 PM   #1
สมาชิก
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 7
Groans: 0
Groaned at 0 Times in 0 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 1
ได้รับอนุโมทนา 8 ครั้ง ใน 6 โพส
พลังการให้คะแนน: 0
pia_au is on a distinguished road

คาถาชินบัญชร



แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pia_au : 12-07-2010 เมื่อ 08:44 PM
ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
sponsor links
เก่า 12-07-2010, 04:39 AM   #2
สมาชิก
 
วันที่สมัคร: Jun 2010
ข้อความ: 8,669
Groans: 34
Groaned at 74 Times in 55 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 71
ได้รับอนุโมทนา 16,282 ครั้ง ใน 7,665 โพส
พลังการให้คะแนน: 481069
น้ำเองค่ะ has a reputation beyond reputeน้ำเองค่ะ has a reputation beyond reputeน้ำเองค่ะ has a reputation beyond reputeน้ำเองค่ะ has a reputation beyond reputeน้ำเองค่ะ has a reputation beyond reputeน้ำเองค่ะ has a reputation beyond reputeน้ำเองค่ะ has a reputation beyond reputeน้ำเองค่ะ has a reputation beyond reputeน้ำเองค่ะ has a reputation beyond reputeน้ำเองค่ะ has a reputation beyond reputeน้ำเองค่ะ has a reputation beyond repute

ยาวเป็นหน้า ๆ เลย กว่าจะจำได้
__________________
ล่องใต้3เดือน เจอกัน มิ.ย.ค่ะ(เดือน มี.ค.มีคัดเลือกตัวนักกีฬาภายในสังกัดสำนักนายกฯนะค่ะ)
ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 12-07-2010, 08:35 AM   #3
สมาชิก
 
ปกาศิต's Avatar
 
วันที่สมัคร: Jul 2010
ข้อความ: 31
Groans: 2
Groaned at 0 Times in 0 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 17
ได้รับอนุโมทนา 80 ครั้ง ใน 27 โพส
พลังการให้คะแนน: 0
ปกาศิต will become famous soon enough

ผมสวดทุกวันครับ ชื่อคล้ายๆกัน ไจยยะเบ็งจ๋ร เป็นคาถาชินบัญชรเหนือคับ ใจความก็คล้ายๆกับ ชินบัญชร ของหลวงปู่โต เพียงแต่บางวรรคไม่เหมือนกันครับ เป็นบทสวดเอาไว้สืบชาตา บ้านเมือง และคน
ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
เก่า 12-07-2010, 08:36 AM   #4
สมาชิก
 
ปกาศิต's Avatar
 
วันที่สมัคร: Jul 2010
ข้อความ: 31
Groans: 2
Groaned at 0 Times in 0 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 17
ได้รับอนุโมทนา 80 ครั้ง ใน 27 โพส
พลังการให้คะแนน: 0
ปกาศิต will become famous soon enough

ประวัติคาถาชินบัญชรfficeffice" />>>
>>
คาถาชินบัญชร เป็นที่นับถือสวดกันแพร่หลายในเมืองไทย กล่าวกันว่า เป็นของเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม ได้มีผู้นำมาพิมพ์เผยแพร่กันอย่างกว้างขวาง แต่ว่ามักจะแตกต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้าง จนไม่อาจจะยุติได้ว่าของเดิมนั้นเป็นอย่างไร เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ทรงตรวจชำระแล้ว โปรดให้พิมพ์ขึ้นสำหรับแจกเป็นธรรมทานในการบำเพ็ญกุศลคล้ายวันประสูติในปีนั้น และได้ทรงนิพนธ์คำชี้แจงไว้ว่า
คาถาชินบัญชรนี้ นายffice:smarttags" />ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ ได้เคยนำมาขอให้แปล เพื่อพิมพ์ในหนังสือประวัติของเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรํสี) ครั้งหนึ่งเมื่อนานปีมาแล้ว แต่ก็ยังสงสัยในถ้อยคำและประโยคหลายแห่ง เพราะไม่อาจจับความได้ ทั้งเมื่อได้พบหลายฉบับจากหลายสำนักเข้า ก็ได้พบคำที่ผิดเพี้ยนบ้างเกือบทุกฉบับ ไม่อาจตัดสินได้ว่าที่ถูกเป็นอย่างไร ได้เคยนึกสงสัยมานานแล้วว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้เรียบเรียงขึ้นเอง หรือได้ต้นฉบับมาจากไหน >>
เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีผู้นำหนังสือมาให้เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือขนาดเล็ก พิมพ์ในประเทศศรีลังกา ชื่อหนังสือ The Mirror of Dhamma (กระจกธรรม) โดยท่านนารถมหาเถระและท่านกัสสปเถระ ฉบับที่ได้มานี้พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔ (ของลังกา ตรงกับ พ.ศ.๒๕๐๓ ของไทย) ค.ศ.๑๙๖๑ เป็นแบบหนังสือคู่มือธรรมที่ใช้สวดและปฏิบัติเป็นประจำได้ เริ่มตั้งแต่ นโม พุทธํ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ คำสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย คำบูชา คำสมาธิภาวนาต่างๆ บทสวดมี พาหุ ชินบัญชร มงคลสูตร รตนสูตร เป็นต้น ตัวบาลีพิมพ์ด้วยอักษรสีหลและอักษรโรมัน มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ >>
เมื่อได้อ่านชินบัญชรในหนังสือนี้แล้ว ก็ได้พบคำและประโยคที่เคยสงสัยในฉบับที่สวดกันในเมืองไทย ซึ่งจับความได้หายความข้องใจ จึงได้คิดว่าจะคัดฉบับลังกามาพิมพ์เพื่อผู้ที่ต้องการทราบจะได้อ่านพิจารณา และคิดจะปรับปรุงฉบับที่สวดกันในเมืองไทย อนุวัตรฉบับลังกาเฉพาะที่เห็นว่าควรจะปรับปรุงด้วย ทั้ง ๒ ฉบับนี้ เมื่อเทียบกันแล้ว ก็รู้สึกว่า ต้นฉบับเดิมนั้นเป็นอันเดียวกันแน่ ฉบับลังกามี ๒๒ บท ส่วนฉบับที่สวดกันในเมืองไทย มี ๑๔ บท ก็คือ ๑๔ บทข้างต้นของฉบับลังกานั่นเอง เพราะความเดียวกัน ถ้อยคำก็เป็นอันเดียวกันโดยมาก ส่วนคำอธิษฐานท้ายบทที่ ๑๔ ของฉบับที่สวดกันในเมืองไทย ย่อตัดมาอย่างรวบรัดดีมาก คาถาบทที่ ๙ ของฉบับไทย บรรทัดที่ ๒ น่าจะเกินไป แต่จะคงไว้ก็ได้ ส่วนคาถาบทที่ ๑๒ และ ๑๓ สับบรรทัดกัน เมื่อแก้ใหม่ตามฉบับที่ปรับปรุงแล้วนี้ จะถูกลำดับดี>>
คาถาชินบัญชรที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน) ได้ให้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ นั้น พิมพ์ทั้งฉบับลังกาและฉบับที่สวดกันในเมืองไทย พร้อมคำแปลของทั้ง ๒ ฉบับ จึงนับว่าเป็นการให้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับความเป็นมาของคาถาชินบัญชร อันเป็นที่นับถือทั่วไปของคนไทย และเป็นครั้งแรกที่ได้มีการนำเอาคาถาชินบัญชรฉบับลังกามาพิมพ์เผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในเมืองไทย
ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรทรงมีโอกาสได้พบปะสนทนากับพระธัมมานันทเถระ (ชาวพม่า) วัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง ได้ทรงทราบจากพระธัมมานันทเถระว่า คาถาชินบัญชรนั้นในพม่าก็มี สมัยก่อนตามวัดต่างๆ ตั้งไว้เป็นหลักสูตรให้ศิษย์วัดท่องบ่นสาธยายสำหรับป้องกันภัยอันตรายและนิยมสวดกันทั่วไปในพม่า ตัวท่านเองก็สวดคาถาชินบัญชรนี้ได้คล่องมาตั้งแต่อายุ ๗-๘ ขวบ พระธัมมานันทเถระได้เล่าถึงความเป็นมาของคาถานี้ว่า
ในสมัยตองอู พระเจ้าบุเรงนอง ผู้ครองกรุงหงสาวดี ได้ทรงแต่งตั้งให้พระราชโอรสพระนามว่า อโนรธา มาเป็นเจ้าครองนครเชียงใหม่ ครั้งนั้นปรากฏว่า ประเพณีบูชาพระเคราะห์ทั้ง ๙ มนตร์ในลัทธิมนตรยานและเวทย์มนต์คาถาต่างๆ ในทางไสยศาสตร์ กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายอยู่ในเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าอโนรธาทรงพบเห็นการกระทำอันไม่สมควรกับพระพุทธศาสนาต่างๆ เหล่านี้ จึงทรงปรึกษากับพระเถระผู้ใหญ่ผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลาย เพื่อหาทางให้ประชาชนตั้งพระพุทธรูปไว้บูชาภายในบ้านเรือน แล้วให้ถือพุทธาภิเษกเป็นมงคลชนิดใหม่ แทนการเซ่นสรวงบูชาเทวดา เทวรูปต่างๆ พิธีพุทธาภิเษกจึงได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยนั้นเอง พิธีพุทธาภิเษกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในพระพุทธศาสนา>>
นอกจากนี้พระเจ้าอโนรธายังโปรดให้ใส่พระนามพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์องค์พระอรหันต์ รวมทั้งสัมมาเทวดาพรหม ไว้ในคำสวดต่างๆ สำหรับให้ประชาชนได้สวดกัน ดังมีปรากฏมาจนบัดนี้ เช่น อุปปาตสนติกถา ชิตปญชรคาถา สิรสมี เม พุทเสฏโฐ ยํ ทุนนิมิ ตตํ เป็นต้น แล้วให้ท่องให้สวดแทนมนตร์ในลัทธิมนตรยาน อันมีว่า โอม... ออม... เป็นต้น>>
จากเรื่องราวดังกล่าวมานี้จึงเชื่อได้ว่า ชินบัญชรคาถาได้เกิดขึ้นที่เมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ครั้งนั้น ภายหลังจึงได้แพร่หลายไปสู่ประเทศลังกาและพม่า เพราะฉะนั้นชินบัญชรคาถานี้ จึงนับได้ว่าเป็นมรดกที่เก่าแก่ล้ำค่าของประเทศไทยเลยทีเดียว สำหรับในฉบับลังกา มีคาถามากกว่าฉบับอื่นๆ เนื่องจากเพิ่มเติมเข้ามาภายหลัง ความจริงเครื่องคุ้มครองป้องกันนั้นสมบูรณ์อยู่แล้วด้วยคาถา ๑๔ คาถา และ ๑๔ คาถาดังกล่าวนี้ ในฉบับต่างๆ มีเหมือนกันทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ฉบับที่มี ๑๔ คาถานั้นน่าจะเป็นมูลฉบับ (หลักฐานเกี่ยวกับคาถาชินบัญชรนี้มีปรากฏอยู่ในเรื่อง พุทธนวมวินิจฉัย ในหนังสือพม่าชื่อ วินยสมูหวินิจฉย หน้า ๕๐๐ อุปปตสนตินิทาน บันทึกเรื่องพุทธาภิเษก)
เมื่อศึกษาดูตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดเชียงใหม่ในระยะดังกล่าวนี้ เพื่อพิจารณาประกอบคำบอกเล่าของพระธัมมานันทเถระข้างต้น ก็ได้ความว่า
พ.ศ.๒๑๐๑ อันเป็นปีที่ ๗ แห่งรัชกาลพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ (เจ้าฟ้าเมืองนาย) ซึ่งครองนครเชียงใหม่เป็นรัชกาลที่ ๑๘ พระเจ้าบุเรงนอง (พม่าเรียก บะหยิ่นหน่อง) แห่งกรุงหงสาวดียกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ได้ แต่พระเจ้าบุเรงนองยังคงให้พระเจ้าเมกุฏิฯ ครองเมืองเชียงใหม่ต่อไปในฐานะเมืองประเทศราชของพม่า โดยมีขุนนางพม่าและไพร่พลจำนวนหนึ่งอยู่ควบคุม พระเจ้าเมกุฏิฯ ทรงคับแค้นพระทัยเป็นอันมาก ครั้น พ.ศ.๒๑๐๖ พระเจ้าเมกุฏิฯ จึงได้ทรงคบคิดกับพระยากมลราช (หรือเจ้ารัตนกำพล) เจ้าเมืองเชียงแสน เจ้าเมืองแพร่ และเจ้าเมืองน่าน ทำการกู้อิสรภาพ แต่ก็ถูกพระเจ้าบุเรงนองยกกองทัพมาปราบปรามอีกเป็นครั้งที่ ๒ แล้วพระเจ้าเมกุฏิฯ ก็ถูกควบคุมไปกักขังไว้ที่เมืองหงสาวดีจนถึงพิราลัย
เมื่อได้นำพระเจ้าเมกุฏิฯ ไปควบคุมยังหงสาวดีแล้ว พม่าก็ได้ตั้งให้พระนางวิสุทธิเทวี เชื้อสายของพระเจ้ามังราย เป็นนางพญาครองเมืองเชียงใหม่ นับเป็นรัชกาลที่ ๑๙ แห่งเชียงใหม่ (บางฉบับว่าพระวิสุทธิเทวีนี้ เป็นราชธิดาของพระเมืองเกษเกล้า ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองได้ไปเป็นพระชายา เมื่อคราวมาตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก) พระวิสุทธิเทวีทรงครองเชียงใหม่อยู่จนถึงพ.ศ.๒๑๒๑ ก็ถึงพิราลัย เป็นอันสิ้นสุดผู้ครองนครเชียงใหม่เชื้อสายของพระเจ้ามังรายเพียงเท่านี้
ครั้งพระวิสุทธิเทวีถึงพิราลัยแล้ว พระเจ้าบุเรงนองก็ได้ตั้งให้พระราชโอรสที่ประสูติแต่พระสนม พระนามว่า เจ้าฟ้าสารวดี หรือสารวดีมินทร์ มาเป็นพระเจ้าเชียงใหม่ ครองเชียงใหม่ต่อไป (บางฉบับว่า ทรงแต่งตั้งให้เจ้าฟ้าสารวดี หรือมังนรช่อ ที่ประสูติแต่พระวิสุทธิเทวี ครองเชียงใหม่ สืบต่อจากพระมารดา) ครั้น พ.ศ.๒๑๔๑ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีได้หัวเมืองต่างๆ ในล้านนาไทยพระเจ้าเชียงใหม่คือเจ้าฟ้าสารวดี (ตำนานโยนกเรียกว่า มังชานรธามังคุย) ได้ยอมสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แว่นแคว้นต่างๆ ในล้านนาไทยจึงมาขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงโปรดให้พระรามเดโชซึ่งเป็นชาวล้านนา ครองเมืองเชียงแสน คอยควบคุมหัวเมืองฝ่ายเหนือ เชื้อสายของเจ้าฟ้าสารวดี ได้ครองเชียงใหม่สืบต่อกันมาอีกหลายรัชกาล คือ
เจ้าฟ้าสารวดี หรือมังนรธาช่อ (พ.ศ. ๒๑๒๑)
มองชวยเทา อนุชาเจ้าฟ้าสารวดี (พ.ศ.๒๑๕๐)
มองกอยต่อ ราชบุตรของเจ้าสารวดี (พ.ศ.๒๑๕๒)
อนุชาของมองกอยต่อ (พ.ศ.๒๑๕๔)
เจ้าศรีสองเมือง ราชบุตรบุญธรรมของเจ้าฟ้าสารวดี ครองเมืองเมืองน่าน แล้วมาครองเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๑๕๗)
>>
ต่อจากนี้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ที่เป็นคนไทย ซึ่งพม่าแต่งตั้งให้ครองเมืองเชียงใหม่ คือ
พญาหลวงทิพเนตร (พ.ศ.๒๑๗๔)
พระแสนเมือง บุตรพญาหลวงทิพเนตร (พ.ศ.๒๑๙๓)
พระเจ้าเมืองแพร่ (พ.ศ.๒๒๐๖)
อึ้งแซะ ราชบุตรพระเจ้าอังวะ (พ.ศ.๒๒๑๕)
มงแรนร่า (พ.ศ.๒๒๒๘) บางตำราว่ามี เจพูตรา บุตรเจ้าเจกุตรา มาคั่นก่อน
>>
ในระยะนี้เป็นยุคที่ชาวล้านนาพยายามจะขับไล่พม่าออกไป บ้านเมืองเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย เทพสิงห์ร่วมกับชาวบ้านชาวเมือง ขับไล่พม่าออกไปได้ แล้วขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ แต่ไม่นานชาวเมืองอีกกลุ่มหนึ่งร่วมกับเจ้าองค์นก (บางตำราว่าองค์ดำ) เจ้าชาวล้านช้าง ได้ขับไล่เทพสิงห์ออกไปอีก แล้วเชิญเจ้าองค์นกขึ้นครองเมืองเชียงใหม่เป็น พระเจ้าหอคำ ปราบดาภิเษกเมื่อ พ.ศ.๒๒๗๐ จากนั้นมีเจ้าครองเมืองเชียงใหม่สืบมาอีกดังนี้
เจ้าจันทร์ ราชบุตรเจ้าหอคำ (พ.ศ.๒๓๐๒)
อดีตเจ้าอธิการวัดดวงดี (พ.ศ.๒๓๐๔)
>>
ต่อมาอีก ๒ ปี พระเจ้ามังระแห่งพม่า ให้โป่อภัยคามินีมาตีเมืองเชียงใหม่ได้ อีก ๑๒ ปีต่อมา พระยาจ่าบ้าน (บุญมา) กับพระยากาวิละเชื้อสายเจ้าพระยาสุลวะฤาชัยสงคราม (ทิพย์ช้าง) กู้อิสรภาพเชียงใหม่ได้ และเอาเมืองเชียงใหม่มาขึ้นกับไทยกลางคือกรุงธนบุรีเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๗ เชียงใหม่จึงพ้นจากอำนาจของพม่าโดยเด็ดขาดนับแต่นั้นมา แต่ระหว่าง พ.ศ.๒๑๒๑ จนถึงมาขึ้นกับกรุงธนบุรี ซึ่งเป็นระยะเวลาถึง ๑๙๐ ปีเศษนั้น เชียงใหม่ก็ขึ้นอยู่กับพม่าบ้าง ขึ้นกับไทยกลางบ้าง (อยุธยา) ผลัดเปลี่ยนกันไปมา และเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในระหว่างเวลาดังกล่าวนี้ก็เป็นพม่าบ้างเป็นไทยล้านนาบ้าง เป็นไทยล้านช้างบ้าง และเป็นไทยใหญ่บ้าง
หากถือตามคำบอกเล่าของพระธัมมานันทเถระดังกล่าวข้างต้น คาถาชินบัญชรก็เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ในรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่รัชกาลที่ ๒๐ ระหว่าง พ.ศ.๒๑๒๑-๒๑๕๐ (พระธัมมานันทเถระระบุปีไว้ด้วยว่า ในราว พ.ศ.๒๑๒๓ ดูเรื่องปริตตธรรม ในหนังสือนี้) แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าท่านผู้ใดเป็นผู้แต่ง
หากตรวจดูบรรดาพระเถระชาวล้านนาที่เป็นปราชญ์ทางภาษาบาลี เท่าที่มีผลงานปรากฏอยู่ก็มีรายนามตามที่ทราบกันดังต่อไปนี้
๑. พระญาณกิตติเถระ (ชาวเชียงใหม่)
๒. พระญาณวิลาศเถระ (ชาวเชียงใหม่)
๓. พระสิริมังคลาจารย์ (ชาวเชียงใหม่)
๔. พระรัตนปัญญาเถระ (ชาวเชียงใหม่)
๕. พระสุวรรณรังสีเถระ (ชาวเวียงจันทร์)
๖. พระนันทาจารย์ (ชาวเชียงใหม่)
๗. พระธรรมเสนาบดี (ชาวเชียงใหม่)
๘. พระสีลวังสเถระ (ชาวเชียงใหม่)
๙. พระโพธิรังสีเถระ (ชาวลำพูน)
๑๐. พระสัทธัมมกิตติมหาผุสสเถระ (ชาวลำพูน)
๑๑. พระยุตตรารามเถระ (ชาวโยนก)
๑๒. พระธรรมทินเถระ
๑๓. พระมหาญาณคัมภีร์เถระ
๑๔. พระสังฆราชาจนรํสี
๑๕. พระราชคุรุวชิรปญโญ
๑๖. พระกัญจนเถระ
ท่านเหล่านี้มีอายุอยู่ระหว่างรัชกาลพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.๑๙๘๕-๒๐๓๐) ถึงรัชกาลพระเจ้าอโนรธา (พ.ศ.๒๑๒๑-๒๑๕๐) แต่มีบางท่านที่ไม่อาจจะทราบได้แน่ชัดว่า เป็นคนในรัชกาลใด จึงเป็นทางให้น่าสันนิษฐานได้ว่า คาถาชินบัญชรอาจจะได้แต่งขึ้นโดยท่านผู้เป็นปราชญ์ทางภาษาบาลีเหล่านี้ ท่านหนึ่งท่านใดก็ได้
มีท่านบางท่านกล่าวว่า ได้พบคาถาชินบัญชรอยู่ในหน้าแรกของคัมภีร์สังขยาปกาสกฎีกา ฉบับอักษรพม่าและอักษรขอม โดยเรียกคาถานี้ว่า รตนปญชรคาถา และได้พบต้นฉบับคาถาชินบัญชรอักษรสีหลเขียนในสมุดข่อยด้วย โดยเรียกชื่อคาถานี้ว่า ชินปญชรปริตต คัมภีร์และต้นฉบับเหล่านี้ มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ คัมภีร์สังขยาปกาสกฎีกานั้นแต่งโดยพระสิริมังคลาจารย์ ชาวเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๐๖๓ ในรัชสมัยของพระเมืองแก้ว (ครองนครเชียงใหม่ระหว่าง พ.ศ.๒๐๓๘-๒๐๖๘) จึงอาจจะทำให้เข้าใจไปว่า คาถานี้แต่งโดยพระสิริมังคลาจารย์ แต่ถ้าถือเอาเรื่องราวในพุทธนวมวินิจฉัย ตามที่พระธัมมานันทเถระกล่าวอ้างเป็นหลักแล้ว ประเด็นนี้ก็ตัดออกไปได้ เพราะพระเจ้าอโนรธาที่อ้างว่า เป็นผู้ที่เป็นต้นเหตุให้มีการแต่งคาถาชินบัญชเป็นคนต่างยุคต่างสมัยกับพระสิริมังคลาจารย์ถึง ๑๐๐ ปีเศษ
นอกจากนี้ ยังมีบางท่านกล่าวเป็นย่างอื่นอีกว่า พระคาถาชินบัญชรนี้ พระโบราณาจารย์แต่งไว้แต่สมัยใด ปรารภสิ่งใดเป็นเหตุ และผู้ใดแต่งข้อความ ไม่แจ้ง ได้ทราบจากพระเถระผู้ใหญ่เล่าให้ฟังมีอยู่หลายนัย คือว่ามีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีบ้าง มีมาแต่กรุงศรีสัตตนาคณหุต (เวียงจันทร์) บ้าง
เพื่อความแน่นอนในเรื่องนี้ จึงได้ติดต่อขอให้เจ้าหน้าที่งานบริการหนังสือภาษาโบราณ หอสมุดแห่งชาติ ช่วยตรวจสอบคัมภีร์สังขยาปกาสกฎีกา ฉบับอักษรพม่าและอักษรขอม และต้นฉบับคาถาชินบัญชรอักษรสีหลที่เป็นสมุดข่อย ตามที่มีบางท่านอ้างไว้นั้นดูอีกครั้งหนึ่ง ก็ปรากฏว่าไม่พบคาถาชินบัญชรอยู่ในคัมภีร์นั้น และไม่พบสมุดข่อยอักษรสีหลที่อ้างถึงด้วย
แต่ได้พบว่า ในหนังสือ บาญชีคัมภีร์ภาษาบาลีแลภาษาสันสกฤต อันมีฉบับในหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ ในงานเฉลิมพระชันษาซายิด สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มีชื่อ ชินปญชร ปรากฏอยู่ในลำดับที่ ๑๐๒ พร้อมกับคำอธิบายไว้ว่า ว่าด้วยคาถาอัญเชิญพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกให้มาประดิษฐานในตน เพื่อป้องกันอันตรายุจอยู่ในกรงแลที่ล้อม (มี ข.ส.คือฉบับเขียนอักษรสีหล) จึงได้ขอให้เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติช่วยค้น ก็ได้พบต้นฉบับเขียนอักษรสีหลดังกล่าว เขียนด้วยเส้นหมึกในสมุดฝรั่งขนาดยาวจำนวน ๓ หน้า เรียกชื่อคาถานี้ว่า ชินปญชรย มี ๒๒ คาถาเหมือนกับฉบับลังกาที่มีอยู่ในหนังสือเล่มเล็กชื่อ The Mirror of the Dhamma ที่กล่าวถึงมาแล้วในตอนต้น แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนว่าเป็นใคร และเขียนไว้แต่เมื่อไร และในคราวนี้เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติได้พบคาถาชินบัญชรฉบับอักษรพม่าอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือบาญชีคัมภีร์ภาษาบาลีฯ ดังกล่าวแล้ว เป็นฉบับพิมพ์อักษรพม่า มีคำอธิบายคำศัพท์และคำแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย พิมพ์ที่ประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๒ (ค.ศ.๑๘๗๙) หนังสือมีชื่อว่า รตนปญชรํ มีชื่อภาษาพม่ากำกับไว้ในวงเล็บว่า รตนาชวยใช่ (แปลว่า กรงทองแห่งพระรัตนตรัย) มี ๑๔ คาถาและเหมือนกับ ๑๔ คาถาแรกของฉบับอื่นๆ นั่นเอง
เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๓๐ ได้มีการพบปะกันระหว่างผู้สนใจเกี่ยวกับเรื่องคาถาชินบัญชร และผู้รู้ทางล้านนาคดีตามดำริของสมเด็จพระญาณสังวร ณ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีศาสตราจารย์พูนพล อาสนจินดา เป็นประธานที่ประชุม และสมเด็จพระญาณสังวรได้เสนอเรื่องประวัติความเป็นมาของคาถาชินบัญชรให้ที่ประชุมพิจารณา ที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และจากการประชุมคราวนี้ เป็นเหตุให้ได้ความรู้เกี่ยวกับคาถาชินบัญชร ตามที่เชื่อถือกันอยู่ในทางเมืองเหนือเพิ่มขึ้นอีกหลายประการ จากท่านผู้รู้ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ของเมืองเหนือสรุปความได้ดังนี้
๑. คาถานี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วไปในหมู่ประชาชนทางเมืองเหนือมาแต่โบราณ ทั้งภิกษุสามเณรและชาวบ้านนิยมสวดกันทั่วไป และรู้จักกันในนามว่า สูตรเชยยเบงชร หรือออกเสียงตามสำเนียงพื้นเมืองว่า ไจยะเบงจร แต่ที่จดจารึกไว้ในใบลานบ้านบันทึกไว้ในสมุดไทยบ้าง ด้วยอักษรล้านนา เท่าที่สำรวจพบแล้วขณะนี้นั้น เรียกชื่อต่างๆ กันเป็นหลายอย่างคือ เชยยเบงชร ชัยเบ็ญชร ไจยะเบงชร ชยา และมีฉบับปรากฏอยู่ทั่วไปนับจำนวนพัน
๒. ความเชื่อเกี่ยวกับคาถาชินบัญชรของชาวเมืองเหนือนั้น เป็นไปอย่างกว้างขวาง กล่าวคือ ใช้สวดสืบชะตา ขึ้นบ้านใหม่ ขึ้นธาตุ ขึ้นถ้ำ สวดขอฝน นอกจากนี้ยังนิยมเอาบางตอนของคาถานี้ (คือคาถาที่๑๐, ๑๑, ๑๒) มาเขียนย่อเป็นยันต์ลงในแผ่นกระดาษหรือแผ่นผ้าขนาดสี่เหลี่ยมสำหรับติดที่ปลายเสาดั้งของบ้านเรือน โบสถ์ วิหาร เพื่อป้องกันฟ้าผ่า ไฟไหม้ เรียกว่า ยันต์เทียนหัวเสา บ้าง ยันต์เสาดั้ง บ้าง ยันต์ฟ้าฟีก บ้าง มีรูปดังนี
ร บุ อา ทก เม ตต ธ บ อา วา คุ ล
โต ต สุต ขิ โต ชช มา เม
นํ สิ ล เณ กำ ต คคํ สิ จจ อํ กํ ลิ
ขน ร ตญ อา ฏิ ต อา ส อา เส กา ฐิ
ริ ธ สุต ฏา นํ กา สณ สา
โม จ ป นา กํ ย เส สี ท ปา ต ร
>>
บางครั้งก็เขียนเป็นยันต์ตัวเลขสำหรับลงแผ่นโลหะหล่อพระพุทธรูป ดังนี้
>>
>>
>>
๑๕
๒๒
>>
๒๕
๑๔
๒๑
๑๖
๒๐
๒๖
๒๓
๓๐
๑๓
๒๔
๒๙
๓๒
๑๗
๑๐
๑๙
๑๒
๒๗
๓๑
>>
๒๘
๑๘
๑๑
>>

>>
๓. หลักฐานเกี่ยวกับคาถานี้ มีจดจารึกไว้ด้วยอักษรล้านนาเท่าที่ค้นพบในขณะนี้มี ๒ ลักษณะคือ จารไว้ในใบลานหรือสมุดไทย (สมุดข่อย) ที่ชาวล้านนาเรียกว่า ปั๊บ (พับ) เป็นเอกเทศบ้าง เขียนไว้ในปั๊บสา (สมุดกระดาษสา) หรือปั๊บสูตร (หนังสือสวดมนต์ที่ทำด้วยกระดาษสา) รวมกับสูตรอื่นๆ ทั่วไป บางที่จารหรือเขียนไว้เป็นเอกเทศนั้นมีน้อย เท่าที่สำรวจพบแล้วโดยสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในจังหวัดเชียงใหม่และลำปางมีเพียง ๕ ฉบับ ที่พบมากที่สุดนั้นเขียนไว้ในปั๊บสา (คือหนังสือรวมสวดมนต์แบบสมุดข่อย) บางฉบับมีคำแปลเป็นไทยไว้ด้วย บางฉบับก็ไม่มีคำแปล บางฉบับมีวันเดือนปีที่จารหรือจารึกไว้ด้วย เท่าที่สำรวจพบในขณะนี้ ฉบับที่มีอายุเก่าที่สุดคือฉบับของวัดชัยมงคลเวียงใต้ จังหวัดน่าน จารในใบลานรวมกันหลายสูตร เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๔ (จ.ศ.๑๒๒๓)
๔. เกี่ยวกับประวัติความเป็นมานั้น ยังไม่พบหลักฐานแน่ชัด คาถาชินบัญชรฉบับอักษรล้านนาบางฉบับเท่าที่ค้นพบแล้วมีบอกประวัติของคาถานี้ไว้ด้วย เช่นฉบับวัดชัยมงคลเวียงใต้ จังหวัดน่าน บอกว่า เป็นคาถาของพระมหาพุทธโฆสเถระเจ้าเมื่อคราวลงไปค้นเอาพระธรรมที่หีบ (หรือตู้) หลวง เมืองลังกา (หีบนั้น) ท่านติดกุญแจไว้ ๗ ชั้น เพื่อไม่ให้ใครไขได้ พระมหาพุทธโฆสเถระเจ้าสวดพระคาถา ๒๙ บทนี้ พร้อมกับเดินพนมมือประทักษิณหีบพระธรรมของหลวงนั้น ๓ รอบ กุญแจ ๗ ชั้นนั้นก็หลุดออกหมด ท่านจึงได้เอาพระธรรมออกมาเขียนได้ทั้งหมด สร้างขึ้นไว้ในชมพูทวีปเรานี้แล ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า คาถานี้แต่งขึ้นในลังกา โดยพระอรหันต์ ๘ รูป เพื่อถวายแก่มกุฎราชกุมารของลังกา ซึ่งถูกทำนายว่าจะถูกฟ้าผ่า (แต่ยังหาหลักฐานไม่พบ) บางท่านกล่าวว่า ในตำนานสืบชาตาของเชียงใหม่ ซึ่งมีมาแต่ครั้งพระเมืองแก้ว (ครองราชย์ระหว่างพ.ศ.๒๐๓๘-๒๐๖๘) มีกล่าวถึง ไจยะเบงจร ซึ่งพระจะต้องสวดรวมกับสูตรอื่นๆ ด้วย อันเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า คาถาชินบัญชรนี้ได้มีมาในเชียงใหม่เกือบ ๕๐๐ ปีแล้ว จากข้อมูลต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ผู้รู้บางท่านของเชียงใหม่จึงสรุปว่า คาถาชินบัญชรนี้แต่งขึ้นที่ลังกา แล้วไทยเรารับเอามาอีกทีหนึ่ง บางท่านสรุปว่า แต่งขึ้นที่เชียงใหม่ ในสมัยพระเจ้าติโลกราชมหาราช รัชกาลที่ ๑๑ แห่งเชียงใหม่ บางท่านสรุปว่าแต่งขึ้นที่เชียงใหม่ โดยพระสีลวังสะ (หรือศีลวงศ์) ผู้แต่งคาถาอุปปาตสันติ ซึ่งมีลีลาและความหมายคล้ายกับคาถาชินบัญชร แต่ทั้งนี้ก็โดยสันนิษฐาน เพราะยังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัด
๕. ในทางเมืองเหนือถือกันว่า บทว่า รตนํ ปุรโต อาสิ ของคาถาชินบัญชรนั้น เป็นหัวใจของคาถาชินบัญชร ถือกันในทางไสยศาสตร์ว่าขลังนัก เรียกกันว่า คาถาตาลหิ้น เพราะอยู่ยงคงกระพันถึงขนาดยิงจนยอดตาลหิ้น (เหี้ยน) ก็ไม่เป็นอันตราย
จากข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการสำรวจศึกษาของผู้รู้ฝ่ายล้านนาดังกล่าวมานี้ ก็ยังเอาเป็นยุติไม่ได้ว่า คาถาชินบัญชรนี้แต่งขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ และใครเป็นผู้แต่ง เพราะข้อมูลยังแย้งกันอยู่ แต่ประการหนึ่งที่ต่างก็เห็นพ้องต้องกันก็คือ คาถาชินบัญชร หรือ ไจยะเบงจร นี้ เป็นที่นับถือแพร่หลายอยู่ในหมู่ชาวล้านนามาแต่โบราณกาล ไม่เป็นเวลาเกือบ ๕๐๐ ปีมาแล้ว ที่มา jilapot's Site - ประวัติคาถาชินบัญชร
ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

Bookmarks

Tags
download, hosting, คาถาชินบัญชร



(View-All เฉพาะที่เป็นสมาชิกที่ได้อ่านกระทู้นี้ ตั้งแต่ 13-12-2014, 07:01 PM (Set) (Clear)
There are no names to display.
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ ให้คะแนนกระทู้นี้
ให้คะแนนกระทู้นี้:

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้


LinkBacks (?)
LinkBack to this Thread: http://board.palungjit.org/f17/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%A3-247772.html
ถูกเขียนโดย For Type วันที่
Untitled document This thread Refback 22-07-2014 11:53 AM


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +6 และเวลาในขณะนี้คือ 08:59 AM


พลังจิต | พระไตรปิฎก | เสียงธรรม | รูปภาพ | พจนานุกรม  | วัดไทย | คลิป | สารบัญเว็ป | หลวงพ่อฤาษีลิงดำ | อภิญญาหก | ฝึกสมาธิ
 
พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ | สมาธิ | แชท | เว็ปบอร์ด | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | Blog | | Google | แปลภาษา | SEO Hosting

vBulletin Copyright ©2000-2009 Jelsoft Enterprises Ltd. Search Engine Friendly URLs by vBSEO 3.6.1
Palungjit.com 1 April 2003 - 2013
Page generated in 0.39952 seconds with 12 queries