กลับไป   PaLungJit.org > พุทธศาสนา > บทสวดมนต์ - คาถา
Connect with Facebook

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม ให้คะแนนกระทู้ เรียบเรียงคำตอบ
เก่า 06-05-2009, 05:48 PM   #1
สมาชิก
 
Lukhgai's Avatar
 
วันที่สมัคร: Nov 2008
สถานที่: ความมีปัญญา ย่อมรู้ได้จากการสนทนา
ข้อความ: 3,018
Groans: 12
Groaned at 51 Times in 20 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 5,578
ได้รับอนุโมทนา 22,502 ครั้ง ใน 2,215 โพส
พลังการให้คะแนน: 857
Lukhgai has a reputation beyond reputeLukhgai has a reputation beyond reputeLukhgai has a reputation beyond reputeLukhgai has a reputation beyond reputeLukhgai has a reputation beyond reputeLukhgai has a reputation beyond reputeLukhgai has a reputation beyond reputeLukhgai has a reputation beyond reputeLukhgai has a reputation beyond reputeLukhgai has a reputation beyond reputeLukhgai has a reputation beyond repute

สวดมนต์ รักษาใจ


"ทุกอย่างมีอยู่เดิม แต่เราไม่รู้"

อะไรเอ่ยที่ อาจารย์ศุภชัย จารุสมบูรณ์ กล่าว

กานพลูชวนเพื่อนๆ มาฟังกันต่อดีกว่า
"ต้องบอกก่อนว่า คนไทยเราห่างเหินจากการสวดมนต์ไหว้พระ
เด็กสมัยนี้ไม่รู้ว่าสวดมนต์แล้วได้อะไร เกิดอะไรขึ้น ใช้ประโยชน์อะไร
คือไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้
แต่แท้จริงแล้ว ศาสนาพุทธนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย

โดยเฉพาะการสวดมนตรานั่นเอง แล้วคนสมัยก่อนเขาใช้เป็นการบำบัดรักษาตัวเองด้วย"

ก่อนอื่นอาจารย์ศุภชัยอธิบายให้เราเข้าใจก่อนว่า
อะไรเรียกว่ามนตรา
อะไรเรียกว่าคาถา
และอะไรเรียกว่าเวทมนตร์
เพื่อที่ว่าเราจะได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ถูกต้อง

เริ่มที่คาถา คุณสมบัติที่สำคัญคือต้องฟัง แล้วผู้ฟังต้องติดตั้งเสาอากาศรับคลื่นเสียงนี้ เราเรียกว่า ตีลัญจกร

"สมัยก่อนเวลาเราไม่สบาย ไม่มีโรงพยาบาล เราก็ไปวัด พระสวดคาถาให้ฟัง เป็นโรคอะไรพระก็สวดคาถาให้ฟัง

สมมุติเป็นโรคหัวใจ พระก็จะสวดเลย แล้วเราก็ตีลัญจกรมือรับ"

การตีลัญจกร คือการติดตั้งเสาอากาศเพื่อให้เกิดวงจรไฟฟ้าในร่างกายสัมพันธ์กับสนามแม่เหล็กของจักรวาล

โดยมีคาถาเป็นตัวสตาร์ทเตอร์ ทำให้วงจรในร่างกายเราสัมพันธ์กับจักรวาล อันนี้คือความสำคัญของคาถา

"ในร่างกายเรานั้น แพทย์แผนจีนระบุไว้ว่า
กระเพาะกับม้ามมีแรงสั่นสะเทือนที่สัมพันธ์กับดาวเสาร์
ตับกับถุงน้ำดีได้รับอิทธิพลกับดาวพฤหัสบดี
ไตกับกระเพาะปัสสาวะได้รับอิทธิพลจากดาวพุธ
และปอดกับลำไส้ใหญ่ได้รับอิทธิพลจากดาวพระศุกร์
ส่วนหัวใจของเรานั้นกับลำไส้เล็กได้รับอิทธิพลจากดาวอังคาร"

อาจารย์ศุภชัย อธิบายต่อมาว่า
เพราะฉะนั้นโมเลกุลในร่างกายส่วนไหนของเราสั่นสะเทือนไม่เป็นระเบียบ เราก็ใช้วิธีตีลัญจกรมือเพื่อปรับสนามแม่เหล็กให้สัมพันธ์กับจักรวาลนั่นเอง
โดยมีพระคาถาเป็นตัวสตาร์ทเตอร์

"เพราะฉะนั้นคาถาที่ถูกต้องจะต้องฟัง และตีลัญจกรมือรับจึงจะได้ผลในทางการรักษา"

ส่วนผู้สวดคาถานั้นอาจารย์ศุภชัย ระบุว่า ผู้สวดต้องมีพลังที่ดี คือต้องมีวัตรปฏิบัติดี คนสวดต้องมีพลัง สวดเสร็จต้องแผ่เมตตา

"การสวดคาถาเป็นการช่วยผู้อื่น ไม่ได้ช่วยตัวเอง เป็นการช่วยทางอ้อม เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับสัตว์โลกนั่นเอง


หัวใจของคาถาคือฟังไม่ใช่สวด

ในพระไตรปิฎกบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า

คาถาไว้ฟังไม่ใช่สวด ถ้าสวดคือสวดเพื่อรักษาผู้อื่น"

[COLOR="darkred"]ทั้งหมดนี้อาจารย์ศุภชัยไม่ได้คิดขึ้นเองค่ะ แต่มีอยู่ในพระไตรปิฎกจารึกไว้ว่า

ครั้งหนึ่งพระมหากัสสัปปะอาพาธ พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปเยี่ยม
แต่พระมหากัสสัปปะไม่สามารถลุกขึ้นมาจากเตียงได้
พระพุทธเจ้าก็ทรงสวดมนต์บทหนึ่งให้ฟัง
พระมหากัสสัปปะก็สามารถลุกขึ้นมากราบพระพุทธเจ้าได้ทันที หายจากความเจ็บป่วยเป็นปลิดทิ้ง

ในพระไตรปิฎกจารึกไว้อีกครั้งหนึ่งว่า
พระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย อาพาธอยู่ในถ้ำ พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยม
พระโมคคัลลานะไม่สามารถลุกขึ้นมาจากเตียงได้เช่นกัน
พระพุทธเจ้าก็ทรงสวดมนต์บทหนึ่งให้ฟัง
หลังจากสวดเสร็จ พระโมคคัลลานะก็หายเป็นปลิดทิ้ง ลุกขึ้นมากราบพระพุทธเจ้าได้

พระไตรปิฎกจารึกไว้เป็นครั้งที่สามว่า
ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าประชวรที่กรุงเวฬุวันวิหาร
ก็ให้พระอานนท์ไปตามพระจุนทะมาสวดมนต์คาถาบทเดียวกันนี้
พระองค์ก็สามารถหายจากการประชวรได้ สวดนั้นคือโพชฌงค์

ซึ่งเป็นบทสวดอันเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้เลยทีเดียว

"หลักที่แท้จริงคือ คาถานั้นต้องฟัง ไม่ใช่สวด

ฟังเพื่อพิจารณาความจริงของสังขารในตัวเรา ว่ามีเกิด ก็มีดับเป็นธรรมดา เมื่อปล่อยวางได้ ไม่ยึดไว้ ร่างกายเราก็จัดเรียงโมเลกุลในร่างกายเราเอง"

อาจารย์ศุภชัยอธิบายว่า

มนตราคือคำย่อ คือหัวใจของคาถาทุกชนิด เช่น
หัวใจของอริยสัจสี่ คือ ทุ สะ นิ มะ
ก็ย่อมาจากทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

วิธีสวดก็จะสวดไล่คำ หรือสวดไล่เสียงไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดสมาธิ
เป็นกุศโลบายให้เกิดสมาธิ

เมื่อสวดมากๆ จะทำให้คลื่นสมองจะลดต่ำลงจากเบตาเป็นอัลฟา
สวดมนต์เสร็จก็ภาวนาต่อ การภาวนาคือการสั่งจิตใต้สำนึกนั่นเอง เช่น

สวดมนต์เสร็จขอให้สุขภาพแข็งแรง ขอให้น้ำตาลในเลือดลดลง ก็สามารถทำได้
ขอให้ความดันเลือดลดลง ก็ทำได้

การภาวนาของคนสมัยก่อนก็คือ การสั่งจิตใต้สำนึกให้ไปกำหนดร่างกาย
มนตราจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และนั่นคือความลับของบทสวดมนต์ที่รักษาโรคได้


ป.ล. 1 การสวดมนต์ เจริญพุทธมนต์นั้น
มีวัตถุประสงค์เพื่อ รำลึกถึงและสรรเสริญ คุณของพระรัตนตรัย เป็นหลัก
มีอานิสงส์ให้ ใจสงบและชำระใจให้ใสได้ดีมากๆ

ป.ล. 2 ส่วน เรื่อง ตีลัญจกรมือ และการรักษาโรคภัย
ก็เป็นเพียง ทัศนะของอาจารย์ศุภชัย จารุสมบูรณ์

ป.ล. 3 อย่างไรก็ตามการสวดมนต์ มีผลที่ดีต่อสุขภาพที่ดี แน่นอน
เพราะว่าใจที่เลื่อมใสและศรัทธาที่มีต่อพระรัตนตรัย เกิดบุญกุศลนัก

เมื่อใจมีบุญกุศลนัก
ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ภายในก็ถูกบุญชำระให้สะอาดขึ้น
ดวงธรรมภายในก็ถูกบุญชำระให้สะอาดขึ้น

โรคภัยก็ทุเลาได้ เพราะ
1 ) ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ภายในสะอาดขึ้น
และดวงธรรมภายในสะอาดขึ้น

2 ) ใจจะมีกำลังใจ มากขึ้น ความมั่นใจ แข็งแรงขึ้น

โบราณจึงสอนว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว

แม้ปัจจุบัน แพทย์ก็ยอมรับว่า
การรักษาโรคภัย ส่วนมาก
ยา รักษาได้ น้อยกว่า 50 %
กำลังใจและทัศนะคติที่ดี ของผู้ป่วย ช่วยได้ มากกว่า 50 %


[url=http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=7196]
__________________
ปัญญา เปรียบเสมือนเครื่องประดับแห่งตน
ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
sponsor links
ตอบ

Bookmarks

Tags
มรรค



(View-All เฉพาะที่เป็นสมาชิกที่ได้อ่านกระทู้นี้ ตั้งแต่ 29-07-2014, 01:40 PM (Set) (Clear)
There are no names to display.
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ ให้คะแนนกระทู้นี้
ให้คะแนนกระทู้นี้:

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +6 และเวลาในขณะนี้คือ 10:41 AM


พลังจิต | พระไตรปิฎก | เสียงธรรม | รูปภาพ | พจนานุกรม  | วัดไทย | คลิป | สารบัญเว็ป | หลวงพ่อฤาษีลิงดำ | อภิญญาหก | ฝึกสมาธิ
 
พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ | สมาธิ | แชท | เว็ปบอร์ด | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | Blog | | Google | แปลภาษา | SEO Hosting

vBulletin Copyright ©2000-2009 Jelsoft Enterprises Ltd. Search Engine Friendly URLs by vBSEO 3.6.1
Palungjit.com 1 April 2003 - 2013
Page generated in 0.13571 seconds with 12 queries