กลับไป   PaLungJit.org > พุทธศาสนา > อภิญญา - สมาธิ
Connect with Facebook

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม ให้คะแนนกระทู้ เรียบเรียงคำตอบ
เก่า 23-10-2012, 02:28 PM   #1
สมาชิก
 
Saber's Avatar
 
วันที่สมัคร: Jun 2010
ข้อความ: 3,468
Groans: 12
Groaned at 66 Times in 60 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 10
ได้รับอนุโมทนา 7,505 ครั้ง ใน 2,039 โพส
พลังการให้คะแนน: 789
Saber has a reputation beyond reputeSaber has a reputation beyond reputeSaber has a reputation beyond reputeSaber has a reputation beyond reputeSaber has a reputation beyond reputeSaber has a reputation beyond reputeSaber has a reputation beyond reputeSaber has a reputation beyond reputeSaber has a reputation beyond reputeSaber has a reputation beyond reputeSaber has a reputation beyond repute

ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม


ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

ธัมมปทัฏฐกถา ภิกขุวรรควรรณนา๗. เรื่องสัมพหุลภิกษุจาก วิกิซอร์ซ
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น ๗. เรื่องสัมพหุลภิกษุ [๒๕๘]
๗. เรื่องสัมพหุลภิกษุ [๒๕๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุมากรูป
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " เมตฺตาวิหารี " เป็นต้น.
ประวัติพระโสณกุฏิกัณณะ
ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง เมื่อท่านพระมหากัจจานะอาศัยกุรรฆร-
นคร ในอวันตีชนบท อยู่ที่ภูเขาชื่อปวัตตะ, อุบาสกชื่อโสณกุฏิกัณณะ
เลื่อมใสในธรรมกถาของพระเถระ ใคร่จะบวชในสำนักของพระเถระ แม้
ถูกพระเถระพูดห้ามถึง ๒ ครั้งว่า " โสณะ พรหมจรรย์มีภัตหนเดียว นอน
ผู้เดียว ตลอดชีพ เป็นสิ่งที่บุคคลทำได้ด้วยยากแล" ก็เป็นผู้เกิดอุตสาหะ
อย่างแรงกล้าในการบรรพชา ในวาระที่ ๓ วิงวอนพระเถระ บรรพชา
แล้ว โดยล่วงไป ๓ ปีจึงได้อุปสมบท เพราะทักษิณาปถชนบทมีภิกษุ
น้อย เป็นผู้ใคร่จะเฝ้าพระศาสดาเฉพาะพระพักตร์ จึงอำลาพระอุปัชฌายะ
ถือเอาข่าวที่พระอุปัชฌายะให้แล้วไปสู่พระเชตวันโดยลำดับ ถวายบังคม
พระศาสดา ได้รับการปฏิสันถารแล้ว ผู้อันพระศาสดาทรงอนุญาตเสนา-
สนะในพระคันธกุฎีเดียวกันทีเดียว ให้ราตรีส่วนมากล่วงไปอยู่ข้างนอก(อชฺโฌกาเส ในที่กลางแจ้ง.)
แล้วเข้าไปสู่พระคันธกุฎีในเวลากลางคืน ให้ส่วนแห่งกลางคืนนั้นล่วงไป
แล้วที่เสนาสนะอันถึงแล้วแก่ตน ในเวลาใกล้รุ่งอันพระศาสดาทรงเชื้อเชิญ
แล้ว ได้สวดพระสูตรหมดด้วยกัน ๑๖ สูตร โดยทำนองสรภัญญะที่จัด
เป็นอัฏฐกวรรค.(อฏฺฐกวคฺคิกานีติ: อฏฺฐกวคฺคภูตานิ กามสุตฺตาทีนิ
โสฬสสุตฺตานิ พระสูตร ๑๖ สูตร มีกามสูตรเป็นต้น ที่จัดเป็นอัฏฐกวรรค พระสูตรเหล่านี้มีอยู่
ใน ขุ. สุ. ๒๕/๔๘๕-๕๒๓.)
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงอนุโมทนาเป็นพิเศษ จึงได้
ประทานสาธุการแก่ท่านในเวลาจบสรภัญญะว่า " ดีละ ๆ ภิกษุ."
ภุมมัฏฐกเทพดา นาค และสุบรรณ ฟังสาธุการที่พระศาสดา
ประทานแล้ว ได้ให้สาธุการแล้ว; เสียงสาธุการเป็นอันเดียวกัน ได้มีแล้ว
ตลอดพรหมโลกอย่างนั้น ด้วยประการดังนี้.
ในขณะนั้น แม้เทพดาผู้สิงอยู่ในเรือนของมหาอุบาสิกา ผู้เป็น
มารดาของพระเถระ ในกุรรฆรนคร ในที่สุด (ไกล) ประมาณ ๑๒๐
โยชน์ แต่พระเชตวันมหาวิหาร ก็ได้ให้สาธุการด้วยเสียงอันดังแล้ว.
ครั้งนั้น มหาอุบาสิกา ถามเทพดานั้นว่า " นั่น ใครให้สาธุการ ?"
เทพดา. เราเอง น้องหญิง.
มหาอุบาสิกา. ท่านเป็นใคร ?
เทพดา. เราเป็นเทพดา สิงอยู่ในเรือนของท่าน.
มหาอุบาสิกา. ในกาลก่อนแต่นี้ ท่านมิได้ให้สาธุการแก่เรา เพราะ
เหตุไร ? วันนี้จึงให้.
เทพดา. เรามิได้ให้สาธุการแก่ท่าน.
มหาอุบาสิกา. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านให้สาธุการแก่ใคร ?
เทพดา. เราให้แก่พระโสณกุฏิกัณณเถระ ผู้เป็นบุตรของท่าน.
มหาอุบาสิกา บุตรของเราทำอะไร ?
เทพดา. ในวันนี้ บุตรของท่านอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระ-
ศาสดา แล้วแสดงธรรมแก่พระศาสดา, พระศาสดาทรงสดับธรรมแห่ง
บุตรของท่าน แล้วก็ทรงเลื่อมใส จึงได้ประทานสาธุการ, เพราะเหตุนั้น
แม้เราจึงให้สาธุการแก่พระเถระนั้น, ก็เพราะรับสาธุการของพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า จึงเกิดสาธุการเป็นเสียงเดียวกันไปหมด นับตั้งต้นแต่ภุมมัฏ-
ฐกเทพดาตลอดถึงพรหมโลก.
มหาอุบาสิกา. นาย ก็บุตรของเราแสดงธรรมแก่พระศาสดา หรือ
พระศาสดาแสดงแก่บุตรของเรา.
เทพดา. บุตรของท่านแสดงธรรมแก่พระศาสดา.
เมื่อเทพดากล่าวอยู่อย่างนั้น, ปีติมีวรรณะ ๕ ประการ เกิดขึ้นแก่
อุบาสิกา แผ่ไปทั่วสรีระทั้งสิ้น. ครั้งนั้น มหาอุบาสิกานั้นได้มีความคิด
อย่างนี้ว่า " หากว่า บุตรของเราอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระศาสดา
แล้วยังสามารถแสดงธรรมแก่พระศาสดาได้, ก็จักสามารถให้แสดงธรรม
แม้แก่เราได้เหมือนกัน, ในเวลาบุตรมาถึง เราจักให้ทำการฟังธรรมกัน
แล้วฟังธรรมกถา."
พระโสณะทูลขอพร ๕ ประการกะพระศาสดา
ฝ่ายพระโสณเถระแล เมื่อพระศาสดาประทานสาธุการแล้ว, คิดว่า
" เวลานี้ เป็นเวลาสมควรที่จะกราบทูลข่าวที่พระอุปัชฌายะให้มา" ดังนี้
แล้ว จึงทูลขอพร ๕ ประการ(ขอให้อุปสมบทด้วยคณะเพียง ๕ รูปได้ ๑
ขอให้ใช้รองเท้าหลายชั้นได้ ๑ ขอให้อาบน้ำได้เนืองนิตย์ ๑
ขอให้ใช้เครื่องปูลาดที่ทำด้วยหนังได้ ๑ ( ๔ ข้อนี้เฉพาะในปัจจันตชนบท) มี
มนุษย์สั่งถวายจีวรแก่ภิกษุอยู่นอกสีมา ภิกษุผู้รับสั่งจึงมาบอกให้เธอรับ แต่เธอรังเกียจไม่ยอม
รับ ด้วยกลัวเป็นนิสสัคคีย์ ขออย่าให้เป็นนิสสัคคีย์ ๑. มหาวัคค์ ๕/๓๔. )
กะพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งต้นแต่การ
อุปสมบทด้วยคณะสงฆ์มีภิกษุผู้ทรงวินัยเป็นที่ ๕ ในชนบททั้งหลายซึ่งตั้ง
อยู่ปลายแดนแล้ว อยู่ในสำนักของพระศาสดา ๒-๓ วันเท่านั้น ทูลลา
พระศาสดาว่า " ข้าพระองค์จักเยี่ยมพระอุปัชฌายะ" ได้ออกจากพระ-
เชตวันวิหาร ไปสู่สำนักพระอุปัชฌายะโดยลำดับ.
ในวันรุ่งขึ้น พระเถระพาท่านเที่ยวไปบิณฑบาต ได้ไปถึงประตู
เรือนของอุบาสิกาผู้เป็นมารดา.
ฝ่ายอุบาสิกานั้น เห็นบุตรแล้วก็ดีใจ ไหว้แล้ว อังคาสโดยเคารพ
แล้วถามว่า " พ่อ ได้ยินว่า คุณอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระศาสดา
แล้วแสดงธรรมกถาแก่พระศาสดา จริงหรือ ? "
พระโสณะ. เรื่องนี้ ใครบอกแก่โยม ? อุบาสิกา.
มหาอุบาสิกา. พ่อ เทวดาผู้สิงอยู่ในเรือนนี้ ให้สาธุการด้วยเสียง
อันดัง, เมื่อโยมถามว่า ' นั่นใคร ' ก็กล่าวว่า ' เราเอง ' แล้วบอกอย่าง
นั้นนั่นแหละ, เพราะฟังเรื่องนั้น โยมจึงได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ' ถ้าว่า
บุตรของเราเสดงธรรมกถาแก่พระศาสดาได้ไซร้, ก็จักอาจแสดงธรรม
แม้แก่เราได้. '
ครั้งนั้น มหาอุบาสิกากล่าวกะพระโสณะนั้นว่า " พ่อ เพราะคุณ
แสดงธรรมเฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดาได้แล้ว, คุณก็จักอาจแสดง
แม้แก่โยมได้เหมือนกัน, ในวันชื่อโน้น โยมจักให้ทำการฟังธรรมกัน
แล้วจักฟังธรรมของคุณ" พระโสณะรับนิมนต์แล้ว.
อุบาสิกาคิดว่า " เราถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ ทำการบูชาแล้วจักฟัง
ธรรมกถาแห่งบุตรของเรา" จึงได้ตั้งให้หญิงทาสีคนเดียวเท่านั้นให้เป็น
คนเฝ้าเรือน แล้วได้พาเอาบริวารชนทั้งสิ้นไป เพื่อฟังธรรมกถาของ
บุตรผู้จะก้าวขึ้นสู่ธรรมาสน์ที่ประดับประดาไว้แล้ว ในมณฑปที่ตนให้
สร้างไว้ภายในพระนคร เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรม แสดงธรรมอยู่.
พวกโจรเข้าปล้นเรือนมหาอุบาสิกา
ก็ในเวลานั้น พวกโจร ๙๐๐ เที่ยวมองหาช่องในเรือนของอุบาสิกา
นั้นอยู่. ก็เรือนของอุบาสิกานั้น ล้อมด้วยกำแพง ๗ ชั้น ประกอบด้วย
ซุ้มประตู ๗ ซุ้ม. เขาล่ามสุนัขที่ดุไว้ในที่นั้น ๆ ทุกๆ ซุ้มประตู; อนึ่ง
เขาขุดคูไว้ในที่น้ำตกแห่งชายคาภายในเรือน แล้วก็ใส่ดีบุกจนเต็ม, เวลา
กลางวัน ดีบุกนั้นปรากฏเป็นประดุจว่าละลายเดือดพล่านอยู่เพราะแสง
แดด (เผา), ในเวลากลางคืน ปรากฏเป็นก้อนแข็งกระด้าง, เขาปัก
ขวากเหล็กใหญ่ไว้ที่พื้นในระหว่างดูนั้นติด ๆ กันไป. พวกโจรเหล่านั้น
ไม่ได้โอกาส เพราะอาศัยการรักษานี้ และเพราะอาศัยความที่อุบาสิกาอยู่
ภายในเรือน วันนั้นทราบความอุบาสิกานั้นไปแล้ว จึงขุดอุโมงค์เข้าไป
สู่เรือน โดยทางเบื้องล่างแห่งดูดีบุกและขวากเหล็กทีเดียว แล้วส่งหัวหน้า
โจรไปสู่สำนักของอุบาสิกานั้น ด้วยสั่งว่า " ถ้าว่าอุบาสิกานั้น ได้ยินว่า
พวกเราเข้าไปในที่นี้แล้ว กลับมุ่งหน้ามายังเรือน, ท่านจงฟันอุบาสิกานั้น
ให้ตายเสียด้วยดาบ." หัวหน้าโจรนั้น ได้ไปยืนอยู่ในสำนักของอุบาสิกา
นั้น.
ฝ่ายพวกโจร จุดไฟให้สว่างในภายในเรือน แล้วเปิดประตูห้องเก็บ
กหาปณะ. นางทาสีนั้นเห็นพวกโจรแล้ว จึงไปสู่สำนักอุบาสิกา บอกว่า
" คุณนาย โจรเป็นอันมากเข้าไปสู่เรือน งัดประตูห้องเก็บกหาปณะ
แล้ว."
มหาอุบาสิกา. พวกโจรจงขนเอากหาปณะที่ตนค้นพบแล้วไปเถิด,
เราจะฟังธรรมกถาแห่งบุตรของเรา, เจ้าอย่าทำอันตรายแก่ธรรมของเรา
เลย, เจ้าจงไปเรือนเสียเถิด.
ฝ่ายพวกโจร ทำห้องเก็บกหาปณะให้ว่างเปล่าแล้ว จึงงัดห้องเก็บ
เงิน. นางทาสีนั้นก็มาแจ้งเนื้อความแม้นั้นอีก. อุบาสิกาพูดว่า " พวกโจร
จงขนเอาทรัพย์ที่ตนปรารถนาไปเถิด, เราจะฟังธรรมกถาแห่งบุตรของเรา
เจ้าอย่าทำอันตรายแก่เราเลย" แล้วก็ส่งนางทาสีนั้นออกไปอีก.
พวกโจรทำแม้ห้องเก็บเงินให้ว่างเปล่าแล้ว จึงงัดห้องเก็บทอง.
นางทาสีนั้นก็ไปแจ้งเนื้อความนั้นแก่อุบาสิกาแม้อีก.
ครั้งนั้น อุบาสิกาเรียกนางทาสีมา แล้วพูดว่า " ชะนางตัวดี เจ้า
มาสำนักเราหลายครั้งแล้ว แม้เราสั่งว่า ' พวกโจรจงขนเอาไปตามชอบใจ
เถิด, เราจะฟังธรรมกถาแห่งบุตรของเรา, เจ้าอย่าทำอันตรายแก่เราเลย '
ก็หาเอื้อเฟื้อถ้อยคำของเราไม่ ยังขืนมาซ้ำ ๆ ซาก ๆ ร่ำไป, ที่นี้ ถ้าเจ้า
จักมา, เราจักรู้สิ่งที่ควรทำแก่เจ้า, เจ้าจงกลับบ้านเสียเถิด" แล้วส่งให้
กลับ.
ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
นายโจรฟังถ้อยคำของอุบาสิกานั้นแล้ว คิดว่า " เมื่อพวกเรานำสิ่ง
ของ ๆ หญิงเห็นปานนี้ไป, สายฟ้าพึงตกฟาดกระหม่อม" ดังนี้แล้ว จึงไป
สำนักพวกโจร สั่งว่า " พวกท่านจงขนเอาสิ่งของ ๆ อุบาสิกาไปไว้ตาม
เดิมโดยเร็ว." โจรเหล่านั้น ให้ห้องเก็บกหาปณะเต็มด้วยกหาปณะ ให้
ห้องเก็บเงินและทองเต็มไปด้วยเงินและทองแล้ว. ได้ยินว่า ความที่ธรรม
ย่อมรักษาบุคคลผู้ประพฤติธรรมเป็นธรรมดา, เพราะเหตุนั้นแล พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
" ธรรมแล ย่อมรักษาบุคคลผู้ประพฤติธรรม,
ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้,
นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว: ผู้มี
ปกติประพฤติธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ."
พวกโจรได้ไปยืนอยู่ในที่เป็นที่ฟังธรรม. ฝ่ายพระเถระแสดงธรรม
แล้ว เมื่อราตรีสว่าง จึงลงจากอาสนะ. ในขณะนั้นหัวหน้าโจรหมอบลง
แทบเท้าของอุบาสิกา พูดว่า " คุณนาย โปรดอดโทษแก่ผมเถิด."
อุบาสิกา. นี้อะไรกัน ? พ่อ.
หัวหน้าโจร. ผมผูกอาฆาตในคุณนาย ประสงค์จะฆ่าคุณนาย จึง
ได้ยืน (คุม) อยู่.
อุบาสิกา. พ่อ ถ้าเช่นนั้น ฉันอดโทษให้.
พวกโจรเลื่อมใสขอบวชกะพระโสณะ
แม้พวกโจรที่เหลือ ก็ได้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน เมื่ออุบาสิกาพูดว่า
" พ่อทั้งหลาย ฉันอดโทษให้" จึงพูดว่า " คุณนาย ถ้าว่าคุณนายอดโทษ
แก่พวกผมไซร้, ขอคุณนายให้ ๆ บรรพชาแก่พวกผม ในสำนักแห่งบุตร
ของคุณนายเถิด." อุบาสิกานั้นไหว้บุตรแล้ว พูดว่า " พ่อ โจรพวกนี้
เลื่อมใสในคุณของโยม และธรรมกถาของคุณแล้ว จึงพากันขอบรรพชา,
ขอคุณจงให้โจรพวกนี้บวชเถิด. "
พระเถระพูดว่า " ดีละ " แล้วให้ตัดชายผ้าที่โจรเหล่านั้นนุ่งแล้ว
ให้ย้อมด้วยดินแดง ให้พวกเขาบวชแล้ว ให้ตั้งอยู่ในศีล. แม้ในเวลาที่
พวกเขาอุปสมบทแล้ว พระเถระได้ให้พระกัมมัฏฐานต่าง ๆ แก่ภิกษุเหล่า
นั้นร้อยละอย่าง. ภิกษุ ๙๐๐ รูปนั้นเรียนพระกัมมัฏฐาน ๙ อย่างต่าง ๆ กัน
แล้วพากันขึ้นไปสู่ภูเขาลูกหนึ่ง นั่งทำสมณธรรมใต้ร่มไม้นั้น ๆ แล้ว.
พระศาสดา ประทับนั่งอยู่ในพระเชตวันมหาวิหารอันไกลกันได้ ๑๒๐
โยชน์นั่นแล ทรงเล็งดูภิกษุเหล่านั้นแล้ว ทรงกำหนดพระธรรมเทศนา
ด้วยอำนาจแพ่งความประพฤติของเธอเหล่านั้น ทรงเปล่งพระรัศมีไป
ประหนึ่งว่าประทับนั่งตรัสอยู่ในที่เฉพาะหน้า ได้ทรงภาษิตพระคาถา
เหล่านี้ว่า :-
๗. เมตฺตาวิหารี โย ภิกฺขุ ปสนฺโน พุทฺธสาสเน
อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงฺขารูปสมํ สุขํ.
สิญฺจ ภิกฺขุ อิมํ นาวํ สิตฺตา เต ลหุเมสฺสติ
เฉตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ ตโต นิพฺพานเมหิสิ.
ปญฺจ ฉินฺเท ปญฺจ ชเห ปญฺจ อุตฺตริ ภาวเย
ปญฺจสงฺคาติโค ภิกฺขุ โอฆติณฺโณติ วุจฺจติ.
ฌาย ภิกฺขุ มา จ ปมาโท
มา เต กามคุเณ ภมสฺสุ จิตฺตํ
มา โลหคุฬํ คิลี ปมตฺโต
มา กนฺทิ ทุกฺขมิทนฺติ ฑยฺหมาโน.
นตฺถิ ณานํ อปฺญฺญสฺส ปญฺญา นตฺถิ อฌายโต
ยมหิ ฌานญฺจ ปญฺญา จ ส เว นิพฺพานสนฺติเก.
สุญฺญาคารํ ปวิฏฺฐสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน
อมานุสี รตี โหติ สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต.
ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ
ลภตี ปีติปาโมชฺชํ อิธ ปญฺญสฺส ภิกฺขุโน
ตตฺายมาทิ ภวติ อิธ ปญฺญสฺส ภิกฺขุโน
อินฺทฺริยคุตฺติ สนฺตุฏฺฐี ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มิตฺเต ภชสฺสุ กลฺยาเณ สุทฺธาชีเว อตนฺทิเต.
ปฏิสนฺถารวุตฺตฺยสฺส อาจารกุสโล สิยา
ตโต ปาโมชฺชพหุโล ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ.
" ภิกษุใด นี้ปกติอยู่ด้วยเมตตา เลื่อมใสในพระ-
พุทธศาสนา, ภิกษุนั้น พึงบรรลุบทอันสงบ เป็นที่
เข้าไประงับสังขาร อันเป็นสุข. ภิกษุ เธอจงวิดเรือ
นี้, เรือที่เธอวิดแล้ว จักถึงเร็ว; เธอตัดราคะและ
โทสะได้แล้ว แต่นั้นจักถึงพระนิพพาน. ภิกษุพึงตัด
ธรรม ๕ อย่าง พึงละธรรม ๕ อย่าง และพึงยังคุณ
ธรรม ๕ ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น, ภิกษุผู้ล่วงกิเลสเครื่อง
ข้อง ๕ อย่างได้แล้ว เราเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะได้.
ภิกษุ เธอจงเพ่งและอย่าประมาท, จิตของเธออย่า
หมุนไปในกามคุณ, เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนกิน
ก้อนแห่งโลหะ, เธออย่าเป็นผู้อันกรรมแผดเผาอยู่
คร่ำครวญว่า ' นี้ทุกข์.' ฌานย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้
ไม่มีปัญญา, ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน. ฌาน
และปัญญาย่อมมีในบุคคลใด, บุคคลนั้นแล ตั้งอยู่
แล้วในที่ใกล้พระนิพพาน. ความยินดีมิใช่ของมีอยู่
แห่งมนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปแล้วสู่เรือนนาง
ผู้มีจิตสงบแล้ว ผู้เห็นแจ้งธรรมอยู่โดยชอบ. ภิกษุ
พิจารณาอยู่ ซึ่งความเกิดขึ้นและควานเสื่อมไปแห่ง
ขันธ์ทั้งหลายโดยอาการใด ๆ, เธอย่อมได้ปีติและ
ปราโมทย์โดยอาการนั้น ๆ, การได้ปีติและปราโมทย์
นั้น เป็นธรรมอันไม่ตายของผู้รู้แจ้งทั้งหลาย, ธรรม
นี้ คือความคุ้มครองซึ่งอินทรีย์ ๑ ความสันโดษ ๑
ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑ เป็นเบื้องต้นใน
ธรรมอันไม่ตายนั้น มีอยู่แก่ภิกษุผู้มีปัญญาในพระ-
ศาสนานี้. เธอจงคบมิตรที่ดีงาม มีอาชีวะอันหมด
จด มีเกียจคร้าน. ภิกษุพึงเป็นผู้ประพฤติในปฏิ-
สันถาร พึงเป็นผู้ฉลาดในอาจาระ; เพราะเหตุนั้น
เธอจักเป็นผู้มากด้วยปราโมทย์ กระทำที่สุดแห่ง
ทุกข์ได้."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เมตฺตาวิหารี ความว่า บุคคลผู้ทำกรรม
ในพระกัมมัฏฐานอันประกอบด้วยเมตตาอยู่ก็ดี ผู้ยังฌานหมวด ๓ และ
หมวด ๔ ให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งเมตตาแล้วดำรงอยู่ก็ดี ชื่อว่า ผู้มีปกติ
อยู่ด้วยเมตตาโดยแท้.
คำว่า ปสนฺโน ความว่า ก็ภิกษุใดเป็นผู้เลื่อมใสแล้ว, อธิบายว่า
ย่อมปลูกฝังความเลื่อมใสลงในพระพุทธศาสนานั่นแล.
สองบทว่า ปทํ สนฺตํ นั่น เป็นชื่อแห่งพระนิพพาน. จริงอยู่ ภิกษุ
ผู้เห็นปานนั้น ย่อมบรรลุ, อธิบายว่า ย่อมประสบโดยแท้ ซึ่งพระนิพพาน
อันเป็นส่วนแห่งความสงบ ชื่อว่าเป็นที่เข้าไประงับสังขาร เพราะความ
ที่สังขารทั้งปวงเป็นสภาพระงับแล้ว ซึ่งมีชื่ออันได้แล้วว่า ' สุข ' เพราะ
ความเป็นสุขอย่างยิ่ง.
บาทพระคาถาว่า สิญฺจ ภิกฺขุ อิมํ นาวํ ความว่า ภิกษุเธอจงวิด
เรือ กล่าวคืออัตภาพนี้ ซึ่งมีน้ำคือมิจฉาวิตกทิ้งเสีย.
บาทพระคาถาว่า สิตฺตา เต ลหุเมสฺสติ ความว่า เหมือนอย่างว่า
เรือที่เพียบแล้วด้วยน้ำในมหาสมุทรนั่นแล ชื่อว่าอันเขาวิดแล้ว เพราะ
ความที่น้ำอันเขาปิดช่องทั้งหลายวิดแล้ว เป็นเรือที่เบา ไม่อัปปางใน
มหาสมุทร ย่อมแล่นไปถึงท่าได้เร็วฉันใด; เรือคืออัตภาพแม้ของท่านนี้
ที่เต็มแล้วด้วยน้ำคือมิจฉาวิตกก็ฉันนั้น ชื่อว่าอันเธอวิดแล้ว เพราะความ
ที่น้ำคือมิจฉาวิตก ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว อันเธอปิดช่องทั้งหลายมีจักษุทวาร
เป็นต้น ด้วยความสำรวม วิดออกแล้วจึงเบา ไม่จมลงในสังสารวัฏ จัก
พลันถึงพระนิพพาน.
บทว่า เฉตฺวา เป็นต้น ความว่า เธอจงตัดเครื่องผูกคือราคะและ
โทสะ, ครั้นตัดเครื่องผูกเหล่านั้นแล้ว จักบรรลุพระอรหัต, อธิบายว่า
แต่นั้น คือในกาลต่อมา จักบรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน.
สองบทว่า ปญฺจ ฉินฺเท คือ พึงตัดสังโยชน์อันมีในส่วนเบื้องต่ำ
๕ อย่าง อันยังสัตว์ให้ถึงอบายชั้นต่ำ ด้วยหมวด ๓ แห่งมรรคชั้นต่ำ ดุจ
บุรุษตัดเชือกอันผูกแล้วที่เท้าด้วยศัสตราฉะนั้น.
สองบทว่า ปญฺจ ชเห ความว่า พึงละ คือทิ้ง, อธิบายว่า พึงตัด
สังโยชน์อันมีในส่วนเบื้องบน ๕ อย่าง อันยังสัตว์ให้ถึงเทวโลกชั้นสูง
ด้วยพระอรหัตมรรค ดุจบุรุษตัดเชือกอันรัดไว้ที่คอฉะนั้น.
บาทพระคาถาว่า ปญฺจ อุตฺตริ ภาวเย คือ พึงยังอินทรีย์ ๕ มี
ศรัทธาเป็นต้นให้เจริญยิ่ง เพื่อประโยชน์แก่การละสังโยชน์อันมีในส่วน
เบื้องบน.
บทว่า ปญฺจสงฺคาติโค ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ภิกษุชื่อว่าผู้ล่วง
กิเลสเครื่องข้อง ๕ อย่างได้ เพราะก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง คือราคะ
โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิ ๕ อย่าง พระศาสดาตรัสเรียกว่า " ผู้ข้าม
โอฆะได้;" อธิบายว่า ภิกษุนั้น พระศาสดาตรัสเรียกว่า " ผู้ข้ามโอฆะ
๔ ได้แท้จริง."
สองบทว่า ฌาย ภิกฺขุ ความว่า ภิกษุ เธอจงเพ่งด้วยอำนาจแห่ง
ฌาน ๒ (อารัมมณปนิชฌาน และลักขณปนิชฌาน. )
และชื่อว่า อย่าประมาทแล้ว เพราะความเป็นผู้มีปกติไม่ประมาท
ในกายกรรมเป็นต้นอยู่.
บทว่า ภมสฺสุ คือ จิตของเธอ จงอย่าหมุนไปในกามคุณ ๕ อย่าง.
บทว่า มา โลหคุฬํ ความว่า ก็ชนทั้งหลายผู้ประมาทแล้วด้วยความ
เลินเล่อมีปล่อยสติเป็นลักษณะ ย่อมกลืนกินก้อนโลหะที่ร้อนแล้วในนรก,
เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวกะเธอ: เธออย่าเป็นผู้ประมาท กลืนกินก้อน
โลหะ, อย่าถูกไฟแผดเผาในนรก คร่ำครวญว่า " นี้ทุกข์ นี้ทุกข์."
สองบทว่า นตฺถิ ฌานํ ความว่า ชื่อว่าฌาน ย่อมไม่มีแก่ผู้หา
ปัญญามิได้ ด้วยปัญญาเป็นเหตุพยายามอันยังฌานให้เกิดขึ้น.
สองบทว่า นตฺถิ ปญฺญา ความว่า ก็ปัญญาซึ่งมีลักษณะที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า " ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความ
เป็นจริง" ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่เพ่ง.
บาทพระคาถาว่า ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญา จ ความว่า ฌานและ
ปัญญาแม้ทั้งสองนี้มีอยู่ในบุคคลใด, บุคคลนั้นชื่อว่าตั้งอยู่แล้วในที่ใกล้
แห่งพระนิพพานโดยแท้ทีเดียว.
บาทพระคาถาว่า สุญฺญาคารํ ปวิฏฺฐสฺส คือ ผู้ไม่ละพระกัมมัฏฐาน
นั่งอยู่ ด้วยการทำพระกัมมัฏฐานไว้ในใจในโอกาสที่สงัดบางแห่งนั่นแล.
บทว่า สนฺตจิตฺตสฺส คือ ผู้มีจิตอันสงบแล้ว.
บทว่า สมฺมา เป็นต้น ความว่า ความยินดีมิใช่เป็นของมีอยู่แห่ง
มนุษย์ กล่าวคือวิปัสสนาก็ดี ความยินดีอันเป็นทิพย์ กล่าวคือสมาบัติ ๘
ก็ดี ย่อมมี อธิบายว่า ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เห็นแจ้งซึ่งธรรมโดยเหตุ
โดยการณ์.
บาทพระคาถาว่า ยโต ยโต สมฺมสติ ความว่า ทำกรรมใน
อารมณ์ ๓๘ ประการ โดยอาการใด ๆ, คือทำกรรมในกาลทั้งหลาย
มีกาลก่อนภัตเป็นต้น ในกาลใด ๆ ที่ตนชอบใจแล้ว, หรือทำกรรมใน
พระกัมมัฏฐานที่ตนชอบใจแล้ว ชื่อว่าย่อมพิจารณาเห็น.
บทว่า อุทยพฺพยํ คือ ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งขันธ์ ๕ โดยลักษณะ
๒๕ และความเสื่อมแห่งขันธ์ ๕ โดยลักษณะ ๒๕ เหมือนกัน.(
๑. รูปเกิดขึ้นเพราะอวิชชา. ๒. . .เพราะตัณหา. ๓. . .เพราะกรรม. ๔. . .เพราะอาหาร
๕. ความเกิดขึ้นของรูปอย่างเดียว ไม่อาศัยเหตุปัจจัย. ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ก็เหมือนกัน ต่างแต่ข้อ ๔ ให้เปลี่ยนว่า เกิดขึ้นเพราะผัสสะ วิญญาณเกิดขึ้นเพราะนามรูป ๕x๕
จึงเป็น ๒๕. ...ในลักษณะความเสื่อม พึงทราบโดยนับตรงกันข้าม. )
บทว่า ปีติปาโมชฺชํ คือ เมื่อพิจารณาความเกิดขึ้นและความเสื่อม
ไปแห่งขันธ์ทั้งหลายอย่างนั้นอยู่ ชื่อว่าย่อมได้ปีติในธรรมและปราโมทย์ใน
ธรรม.
บทว่า อมตํ ความว่า เมื่อนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย เป็นสภาพ
ปรากฏตั้งขึ้นอยู่ ปีติและปราโมทย์ที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ชื่อว่าเป็นอมตะของ
ท่านผู้รู้ทั้งหลาย คือของผู้เป็นบัณฑิตโดยแท้ เพราะความที่ปีติและ
ปราโมทย์เป็นธรรมที่ให้สัตว์ถึงอมตมหานิพพาน.
บาทพระคาถาว่า ตตฺรายมาทิ ภวติ คือ นี้เป็นเบื้องต้น คือปีติ
และปราโมทย์นี้ เป็นฐานะมีในเบื้องต้นในอมตธรรมนั้น.
สองบทว่า อิธ ปญฺญสฺส คือ แก่ภิกษุผู้ฉลาดในพระศาสนานี้.
บัดนี้ พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงฐานะอันมีในเบื้องต้นที่พระองค์
ตรัสว่า " อาทิ " นั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า " อินฺทฺริยคุตฺติ. " จริงอยู่
ปาริสุทธิศีล ๔ ชื่อว่า เป็นฐานะมีในเบื้องต้น.
ความสำรวมอินทรีย์ ชื่อว่า อินฺทฺริยคุตฺติ ในพระคาถานั้น. ความ
สันโดษด้วยปัจจัย ๔ ชื่อว่า สนฺตุฏฺฐิ อาชีวปาริสุทธิศีลและปัจจยสัน-
นิสิตศีล พระศาสดาตรัสไว้ด้วยบทว่า สนฺตุฏฺฐิ นั้น.
ความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลที่ประเสริฐสุด กล่าวคือพระปาติ-
โมกข์ พระศาสดาตรัสไว้ด้วยบทว่า ปาติโมกฺเข.
บาทพระคาถาว่า มิตฺเต ภชสฺสุ กลฺยาเณ ความว่า ท่านละสหาย
ผู้ไม่สมควร มีการงานอันสละแล้ว จงคบ คือ จงเสพ มิตรที่ดีงาม ผู้
ชื่อว่า มีอาชีวะอันบริสุทธิ์ เพราะมีชีวิตประกอบด้วยสาระ และชื่อว่า ผู้ไม่
เกียจคร้าน เพราะอาศัยกำลังแข้งเลี้ยงชีพ.
บาทพระคาถาว่า ปฏิสนฺถารวุตฺยสฺส คือ พึงเป็นผู้ชื่อว่าประพฤติ
ในปฏิสันถาร เพราะความเป็นผู้ประพฤติเต็มที่แล้วด้วยอามิสปฏิสันถาร
และธรรมปฏิสันถาร, อธิบายว่า พึงเป็นผู้ทำปฏิสันถาร.
บทว่า อาจารกุสโล ความว่า แม้ศีลก็ชื่อว่า มรรยาท ถึงวัตรปฏิวัตร
ก็ชื่อว่า มรรยาท, พึงเป็นผู้ฉลาด, อธิบายว่า พึงเป็นผู้เฉียบแหลม ใน
มรรยาทนั้น.
บาทพระคาถาว่า ตโต ปาโมชฺชพหุโล ความว่า เธอชื่อว่าเป็นผู้
มากด้วยปราโมทย์ เพราะความเป็นผู้บันเทิงในธรรม อันเกิดขึ้นแล้วจาก
การประพฤติปฏิสันถาร และจากความเป็นผู้ฉลาดในมรรยาทนั้น จักทำ
ที่สุดแห่งวัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้นได้.
บรรดาบทพระคาถาเหล่านี้ ที่พระศาสดาทรงแสดงด้วยอย่างนี้ ใน
กาลจบพระคาถาหนึ่ง ๆ ภิกษุร้อยหนึ่ง ๆ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในที่แห่งตนนั่งแล้ว ๆ นั่นแล เหาะขึ้นไปสู่เวหาส
แล้ว ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ก้าวล่วงทางกันดาร ๑๒๐ โยชน์ทางอากาศ
นั่นแล ชมเชยพระสรีระซึ่งมีสีดุจทองของพระตถาคตเจ้า ถวายบังคม
พระบาทแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องสัมพหุลภิกษุ จบ.


http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8...B8%A9%E0%B8%B8
ฯ ๗๑   ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
sponsor links
ตอบ

Bookmarks



(View-All เฉพาะที่เป็นสมาชิกที่ได้อ่านกระทู้นี้ ตั้งแต่ 13-05-2013, 10:56 AM (Set) (Clear)
ยอดฉัตร
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ ให้คะแนนกระทู้นี้
ให้คะแนนกระทู้นี้:

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +6 และเวลาในขณะนี้คือ 09:45 AM


พลังจิต | พระไตรปิฎก | เสียงธรรม | รูปภาพ | พจนานุกรม  | วัดไทย | คลิป | สารบัญเว็ป | หลวงพ่อฤาษีลิงดำ | อภิญญาหก | ฝึกสมาธิ
 
พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ | สมาธิ | แชท | เว็ปบอร์ด | พระเครื่อง | ดูดวง | ทำนายฝัน | Blog | | Google | แปลภาษา | SEO Hosting

vBulletin Copyright ©2000-2009 Jelsoft Enterprises Ltd. Search Engine Friendly URLs by vBSEO 3.6.1
Palungjit.com 1 April 2003 - 2013
Page generated in 0.30226 seconds with 12 queries